คุณธนา พานิช นักสะสมพรรณไม้ โดยเฉพาะพืชในกลุ่มไลโคโปเดียม
Q: หากต้องการหาไลโคโปเดียมมาปลูกต้องเอามาจากป่าหรือไม่ และมีวิธีการเลือกอย่างไรบ้าง
A : ปัจจุบันพืชในกลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้ตามตลาดต้นไม้ทั่วไป เช่น จตุจักร สนามหลวง 2 อย่างไรก็ตามไม่ควรซื้อต้นไม้ที่นำออกจากป่ามาขาย ควรซื้อต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงมาแล้ว เพื่อป้องกันการลักลอบนำออกมาขาย และยังมีโอกาสรอดมากกว่า โดยสังเกตได้ง่าย ๆคือต้นที่ปลูกเลี้ยงจะมีการยึดเกาะของราก และแตกต้นใหม่ นอกจากนี้ควรเลือกซื้อต้นที่มีเกล็ดสีเขียวเป็นมัน ระยะเกล็ดใหญ่และถี่ รวมทั้งการแตกแขนงต้องเป็นแบบดับเบิ้ลหรือทวีคูณ หากต้องการปลูกเลี้ยงแบบต้นขาวก็ควรเลือกที่ขาวทั้งหมด หรือหากต้องการแบบต้นดำก็ต้องเลือกให้มีสีดำตลอด
Q: มีวิธีขยายพันธุ์ไลโคโปเดียมอย่างไร
A : พืชในกลุ่มนี้จะไม่ใช้วิธีขยายพันธุ์โดยเพาะสปอร์เหมือนกับเฟิน แต่จะใช้ปลายกระดก (ส่วนปลายใบเป็นที่อยู่ของอับสปอร์ และต้องเลือกใบที่มีสปอร์) โดยตัดส่วนปลายกระดกไปชำประมาณหนึ่งปี จะแตกหน่อใหม่อีกหน่อ พอพ้นหนึ่งปีจะแตกแขนงเพิ่มทวีคูณ หากได้ต้นมาใหม่หรือแยกกอออกมาขยายพันธุ์ห้ามนำไปแขวน แต่ควรตั้งไว้บนโต๊ะ เพราะแรงโน้มถ่วงจากการแขวนจะดึงรากให้ไม่เกาะ พอรากติดดีแล้วจึงนำไปแขวนโดยตะแคง หรือคว่ำก็ได้
Q: สามารถเร่งการเจริญเติบโตอย่างไรได้บ้าง
A : การเจริญเติบโตของพืชกลุ่มนี้จะมีการพัฒนาไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถเร่งให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วได้ แต่สามารถใส่ปุ๋ยบำรุงให้สมบูรณ์แข็งแรง โดยใช้ปุ๋ยสูตรเสมอในอัตราที่อ่อน ๆ สลับกับปุ๋ยอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
คุณมนูญ เจียมจรัสรังสี นักปลูกเลี้ยงบรอมีเลียดหรือสับปะรดสี และทิลแอนเซีย
Q: ถ้าจะปลูกในกรุงเทพฯควรมีการจัดการอย่างไรให้ต้นสวย
A : เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำ หากใช้น้ำประปารดควรขังน้ำทิ้งไว้ 2 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออกหมดก่อน เนื่องจากคลอรีนจะมีผลต่อพืชคือ เมื่อรดน้ำแล้วน้ำขังบริเวณปลายใบ คลอรีนจะไปกัดใบทำให้ใบไหม้เป็นสีน้ำตาลได้ รวมทั้งการฉีดน้ำลงบนยอดโดยตรงจะมีผลต่อการแตกยอดอ่อนได้เช่นกัน สำหรับปัญหาที่พบกับผู้ปลูกเลี้ยงมือใหม่คือ ขยันรดน้ำมากเกินไป เพราะโดยธรรมชาติของพืชกลุ่มนี้ไม่ต้องการน้ำมาก เป็นต้นไม้ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนีเที่ยวไปเป็นอาทิตย์ โดยเฉพาะในกลุ่มบรอมีเลียดนีโอเนเจลยา ซึ่งมีรูปทรงเหมือนแจกัน หากเทน้ำลงไปสามารถกักไว้ในช่องว่างระหว่างกาบใบได้ 0.5- 2 ลิตร แล้วแต่ขนาด ซึ่งเลี้ยงต้นได้ตั้งแต่ 7-10 วัน
Q: การขยายพันธุ์ วัสดุปลูก และการให้ปุ๋ยบรอมีเลียด
A : นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกหน่อ เมื่อตัดออกมาอาจใช้ปูนแดงหรือยากันราป้ายบริเวณรอยตัด ทิ้งไว้ประมาณ สองสัปดาห์ พอตัดเสร็จวางทิ้งไว้ในกระถางเปล่า หรือหากต้องการให้ออกรากง่ายขึ้นให้วางบนกาบมะพร้าวที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้รากเกาะได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเร่งราก จุดเจริญของรากจะอยู่บริเวณโคนกาบใบ เมื่อปลูกเสร็จให้รดน้ำหนึ่งครั้งและทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์ จึงรดน้ำซ้ำ ส่วนวัสดุปลูกอาจใช้รากชายผ้าสีดา กาบมะพร้าวสับหรือขี้เลื่อยที่แช่น้ำไว้ 3 วันให้ยางออกหมดก่อน (หากนำมาใช้ทันทีจะมีผลทำให้บริเวณโคนต้นที่ชิดกับผิวดินแสดงอาการผิดปกติ หรือที่เรียกว่าอาการเน่าคอดิน) ผสมกับถ่านและอิฐมอญทุบ สามารถให้ปุ๋ยละลายช้าได้กับบรอมีเลียดทุกชนิด ยกเว้นตระกูลเดียวคือ บรอมีเลียดนีโอเนเจลยา ไม่ควรให้ปุ๋ยเลย เพราะจะทำให้ใบยาว เสียรูปทรง
Q: กรณีที่ปลูกบรอมีเลียดไว้ในสวนควรจัดสภาพพื้นที่อย่างไร
A : สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคือชื้นแต่ไม่แฉะ ต้องการแสงมากแต่ต้องไม่ร้อน ถ้าเป็นไปได้ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแดดครึ่งวันเช้าจะดีกว่าแดดบ่าย และสามารถปลูกไว้กลางแจ้งได้ แต่ในช่วงฤดูร้อน ควรพรางแสงให้ร่มขึ้น เช่น หากปลูกไว้ในโรงเรือนซาแรนสีดำพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ ให้ใช้มุ้งตาข่ายสีฟ้าขึงด้านล่างซาแรนเพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยตัดแสงที่ลงมาให้น้อยลง ช่วยป้องกันใบไหม้ได้
คุณสุรวัฒน์ อิมราพร นักปรับปรุงพันธุ์และปลูกเลี้ยงแคคตัส
Q: การให้ปุ๋ยแคคตัส
A : ให้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำของกล้วยไม้หรือให้ปุ๋ยละลายช้าก็ได้ โดยให้ในช่วงเย็นหลังดวงอาทิตย์ตก ซึ่งโดยลักษณะธรรมชาติของแคคตัสต้นมีผิวเรียบเมื่อให้ปุ๋ยในช่วงเย็นแล้วมีน้ำค้างเกาะปุ๋ยจะไหลลงโคนต้น ทำให้พืชได้รับอาหารเต็มที่ พร้อมที่จะนำไปใช้สังเคราะห์แสงในช่วงกลางวัน
Q: จะแก้ปัญหาเพลี้ยที่เกิดขึ้นกับแคคตัสอย่างไรได้บ้าง
A : เพลี้ยที่เกิดกับแคคตัสเกิดจากมดเป็นตัวพาเพลี้ยมา หากใช้สารเคมีกำจัดเพลี้ยก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะไม่นานก็กลับมาอีก ทั้งยังทำให้เราได้รับสารเคมีอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นการจะกำจัดเพลี้ยจึงต้องกำจัดมดให้หมดก่อน วิธีการคือ นำขนมปังกรอบหรือคุกกี้มาป่นผสมน้ำตาลเล็กน้อย โรยซันเจี่ย (สารเคมีกำจัดมด)คลุกให้เข้ากันใส่ถ้วยตะไลวางไว้ จะเห็นได้ว่า 2-3 เดือน มดจะหายหมด เพราะวิธีนี้จะทำให้มดตายยกรังและหากมีมดมาอีกก็ใช้วิธีเดิมได้
Q: ปลูกแคคตัสไว้กลางแจ้งได้หรือไม่
A : สำหรับในประเทศไทยควรเลี้ยงไว้ใต้หลังคากันฝนจะทำให้ผิวแคคตัสสวย ไม่ตกกระ ไม่ไหม้ แต่บางกลุ่มอาจปลูกกลางแจ้งได้ เช่น กลุ่ม Melocactus ถังทอง การปลูกแคคตัสควรใช้เครื่องปลูกหยาบ น้ำผ่านได้เร็วที่สุด ไม่เก็บความชื้น โดยผสมหินภูเขาไฟ อิฐมอญทุบ ถ่าน กาบมะพร้าวสับ ใส่ทรายนิดหน่อย และมูลไก่ (เหมาะกับแคคตัสที่สุด)
คุณเย็ณลือชา วีระวัฒนเมธิน นักผสมพันธุ์กล้วยไม้ ที่รู้จักกันดี ได้แก่ "คัทลียา เย็น 24 กะรัต"
Q: กล้วยไม้ไม่ออกดอกควรทำอย่างไรดี
A : กล้วยไม้เป็นพืชที่ต้องการแสงปริมาณมาก แต่ไม่ต้องการความร้อน ยิ่งแสงมากเท่าไรยิ่งออกดอกได้ดีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการปลูกกล้วยไม้จึงต้องยึดหลักที่ว่า "หัวร้อน ตีนเย็น" คือด้านบนได้รับแสงเต็มที่ ขณะเดียวกันส่วนรากก็ต้องมีความชื้นที่พอเหมาะ
Q: เคยได้ยินว่ามีกล้วยไม้ 4n คืออะไร
A : โดยปกติกล้วยไม้จะมีโครโมโซม 2n แต่กล้วยไม้ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ บางครั้งจะมีการกลายพันธุ์แบบดับเบิ้ลโครโมโซมกลายเป็นโครโมโซม 4n การสังเกตต้นที่เป็น 4n อาจเลือกได้ดังนี้คือ หากนำกล้วยไม้ไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้มา 10,000 ต้น 5,000 ต้นแรกที่เจริญเติบโตก่อนตัดทิ้งได้เลย ให้ดู 5,000 ต้นหลังซึ่งมีการเจริญเติบโตช้ากว่า จากนั้นจึงดูลักษณะต้นที่มีลำต้นอ้วน ใบหนา รากใหญ่กว่าปกติ แล้วคัดต้นเหล่านี้แยกไว้ พอออกดอกสังเกตว่าดอกจะมีความหนากว่าปกติเท่าตัว ปลายเกสรใหญ่กว่า สำหรับประโยชน์ของกล้วย 4n คือ เวลาผสมพันธุ์จะให้ลูกที่มีความคงที่ ต้น ราก ใบมีขนาดใหญ่ ทำให้ดอกมีขนาดใหญ่ตามไปด้วยจึงขายได้ราคาดี และเก็บไว้ทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้
Q: รากกล้วยไม้ยาวระพื้นตัดออกได้หรือไม่
A : รากกล้วยไม้ที่ยาวจนถึงพื้นตัดได้ และควรตัดออกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อรากยาวไปถึงดินจะติดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียจนเป็นอันตรายทำให้ต้นตายได้ และการปลูกกล้วยไม้ในโรงเรือนควรเว้นระยะให้พอเหมาะหากมีโรงเรือนขนาดใหญ่แต่ต้นไม้น้อยควรรดน้ำให้ชุ่ม แต่หากโรงเรือนมีขนาดเล็กและต้นไม้เยอะก็ไม่ควรรดน้ำมากเกินไป