บางที อาจไม่ใช่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สังคมระส่ำระสาย ฯลฯ เพียงหนึ่งหรือสองอย่าง เพราะอาการหงุดหงิด ปวดหัวเรื้อรัง ร่างกายเหมือนอ่อนเพลียตลอดเวลา อาจเกิดจากทุก ๆ อย่างนั่นแหละ รวมถึงตัวคน ๆ นั้นเองด้วย ที่...ไม่มีเวลาอยู่กับสีเขียว

บางคนโหยหาเวลาเป็นส่วนตัว จนมีคำพูดว่า "ขออยู่กับตัวเอง" แต่ถ้าลองสังเคราะห์กันลึกๆ แล้ว จะพบว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์นั้นเกิดมาจากธรรมชาติ ต้องอยู่กับธรรมชาติหรือใกล้ชิดให้มากที่สุด ธรรมชาติคือสิ่งที่ฟ้าดินสร้างมา มีพืช มีสัตว์ มีมนุษย์ โดยเฉพาะสีเขียว ๆ ของต้นไม้ใบหญ้า เสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล สัตว์เลี้ยงน่ารัก และ "เวลา" ที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้...

เมื่อคนเราขาดเวลาแนบชิดธรรมชาติ ไม่มีเวลาแค่นั่งมองใบไม้สีเขียว เวลาเล็ก ๆ ที่หายไปเหล่านี้บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัว มันอาจจะเหมือนการสะสมแรงกดดันวันละนิด ความเครียดวันละหน่อย เก็บกักมันเข้าด้วยกัน แล้วถึงวันหนึ่งอาการของโรคเครียดไม่รู้จบก็ตามมา...

ความจริงก็คือ ปัจจัยในการสร้างชีวิตให้เป็นสุข ไม่ใช่แค่บ้านหลังโต รถยนต์ หรือความร่ำรวย บ้านหลังใหญ่ที่ออกแบบอย่างสวยงาม ตกแต่งเลิศหรู อาจไม่ใช่แปดชั่วโมงสุดท้ายสำหรับการซุกหัวนอนอย่างเป็นสุข ถ้าขาด "สีเขียว" ที่ทำให้บ้านน่าอยู่ ร่มรื่น อยู่ด้วยแล้วสบายกาย ใจผ่อนคลาย และพยายามหา "เวลา" ที่จะอยู่กับเธอนาน ๆ

ทำอย่างไรให้บ้านน่าอยู่ เมื่อผนวกกับเหตุวิกฤติบ้านเมือง มั่นคงเคหะการ บริษัทรับสร้างบ้าน จัดกิจกรรมเกี่ยวกับสวนและการนำสีเขียวเข้ามาไว้ในบ้านอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงานเสวนา แนะนำการจัดสวนรับสังคมเมือง หรือ Metro Garden ที่ "บ้านก้ามปู" ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เมื่อเดือนก่อน โดยเชิญวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในการจัดสวน ร่วมแนะนำแนวทางในการจัดสวนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองอันแสนวุ่นวาย

อาจารย์อรเอม ตั้งกิจงามวงศ์ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะหลักการแค่ 3 ข้อ ในการทำให้บ้านมีสีเขียว ได้แก่ 1. การพยายามใช้พื้นที่ขนาดเล็กที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นมากกว่าสวน 2. การเชื่อมต่อพื้นที่ภายนอกที่มีอยู่อย่างจำกัดสู่ภายใน และ 3. การสร้างสวนแนวตั้ง

ทั้งหมดก็เพื่อนำ "สีเขียว" เข้ามาอยู่ใกล้ ๆ ...

***********************

ทุกบ้านมีสวนได้

อาจารย์อรเอม ขยายความต่อว่า หลักข้อที่ 1. คือไม่ว่าพื้นที่ในบ้านจะมีขนาดไหน การสร้าง "ห้องสวน" (Outdoor Room) เพื่อให้คนในบ้านเกิดกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น กินข้าว พักผ่อน แนวคิดนี้มาจากการสร้างสวนผ่อนคลายความรู้สึก (Sensous Garden) ที่จะตอบสนองประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น การจัดองค์ประกอบที่ใช้เสียงของน้ำ กลิ่นหอมของไม้หอม การเลือกวัสดุที่มีพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เท่านี้ก็จะได้สวนขนาดเล็ก ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย

ยุคนี้ที่ฮิตทำสปาที่บ้าน น่าจะเป็นส่วนของการสร้าง "ห้องสวน" ให้บ้าน ห้องหรือมุมเล็ก ๆ สำหรับการพักผ่อนอย่างเงียบเชียบ สุขสงบ

หลักการข้อ 2. การเชื่อมต่อพื้นที่ภายนอกที่มีอยู่อย่างจำกัดสู่ภายใน อย่างที่รู้กันอยู่ว่า บ้านคนเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้มีพื้นที่มากมาย อยู่ในทาวน์เฮ้าส์ คอนโดฯ กระทั่งห้องพักเล็ก ๆ แต่การเชื่อมต่อพื้นที่ทำได้ด้วยการสร้าง Transitional Space เช่น การยื่นระเบียง ทำชานพัก ฯลฯ พื้นที่ขนาดจำกัดเล็ก ๆ นี่แหละที่จะเป็นส่วนพักผ่อนส่วนตัว

หลักการข้อ 3. สวนแนวตั้ง ไม่ใช่เรื่องยากถ้าลงมือศึกษา ลงมือทำเอง เช่น กำแพงทึบที่มีไม้เลื้อยเช่นข่อย ตีนตุ๊กแกเกาะ หรือทำรั้วต้นไม้ได้แก่ ต้นโมก ชาข่อย ต้นสน ต้นแก้ว หรือรั้วที่ทำให้โครงให้ไม้เลื้อยยึดเกาะได้เช่น เฟื่องฟ้า เล็บมือนาง พวงคราม ใช้เวลานานหน่อยแต่เมื่อต้นไม้เติบโต เจ้าของรั้ว เจ้าของกำแพง ก็จะชื่นใจ เย็นกาย เพราะสีเขียวของใบไม้จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในบ้าน ช่วยเพิ่มออกซิเจน ช่วยกรองฝุ่นควัน เสียงและมลพิษ อีกทั้งสวยงามน่าชื่นชมอีกด้วย

หลักการข้อใดก็ตาม มีพื้นฐานแรกอยู่ที่ "เวลา" ของเจ้าของบ้าน คนที่อยากมีสวนในบ้าน อยากปลูกต้นไม้ อยากให้มีสีเขียวของธรรมชาติ ก็ต้องพยายามหาเวลาใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ตนอยากมี อยากได้ด้วย...

***********************

รางวัลของคนรักสีเขียว

เมื่อปลายปี 2548 บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) จัดประกวดการออกแบบ "สวนชวนชื่น" ตั้งโจทย์ง่ายแต่ทำยากไว้ว่า ให้งบประมาณ 1 แสนบาท สำหรับการออกแบบสวนของบ้าน 2 ชั้น พื้นที่ 52 ตารางวา มีนักออกแบบ นักจัดสวน ส่งผลงานเข้าประกวดประมาณ 30 ราย รอบสุดท้ายคัดเลือกเหลือ 3 ราย แล้วสร้างจริงตามแบบที่ส่งประกวด และประกาศผลผู้ชนะเลิศในเวลาต่อมา

งานนี้ สมภพ จิรสนธิการณ์ ภูมิสถาปนิกหนุ่มจากบริษัท คอนเซปต์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดีไซน์ จำกัด ชนะเลิศได้เงินรางวัล 50,000 บาทกลับบ้าน พร้อมสวนสวยของเขาที่ "หมู่บ้านชวนชื่น" จะนำไปจัดลงในพื้นที่จริง ภูมิสถาปนิกหนุ่มบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดสวนคือ "งบประมาณ"

"ในการทำงาน ขั้นแรกสุดคือวิเคราะห์หน้าที่และประโยชน์ใช้สอยของตัวบ้าน และความต้องการด้านมุมมองจากภายในห้องแต่ละห้อง ออกมาสู่พื้นที่สวนภายนอก จากโจทย์ที่ตั้งคือ การออกแบบสวนเพื่อตอบสนองความต้องการในทุกด้าน จากนั้นกำหนดกิจกรรม จัดองค์ประกอบเพิ่มเติมที่จะมีภายในสวน เช่น พื้นที่รับแขกภายในเป็นสวนต่อเนื่องจากห้องรับแขก ที่นั่งเล่นภายในสวนให้บรรยากาศที่แตกต่างกัน ผมใช้การตกแต่งเพิ่มเติมเช่น บ่อเลี้ยงปลา ผนังน้ำตก น้ำพุ ซุ้มไม้ ระแนงไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงาม

การศึกษาต้นไม้ รู้จักนิสัยของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดก็เป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันการใช้วัสดุจัดสวนต้องคิดถึงงบประมาณ และเวลาในการดูแลรักษาของผู้อยู่อาศัยด้วย การจัดสวนที่มีองค์ประกอบมากขึ้น เช่น มีบ่อเลี้ยงปลา ทำผนังน้ำตก อาจทำให้งบเพิ่มขึ้น การใช้วัสดุตกแต่งที่สวย ๆ ก็อาจมีราคาสูง ค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนในภายหลังก็ต้องเอามาคิดด้วย"

เมื่อคำนวณตัวเลขบวกความคิดสร้างสรรค์แล้ว สมภพจัดพื้นที่สวนเล็ก ๆ ในบ้านหลังเล็ก ร่มรื่น น่าเดินเล่น เหมือนสวนสาธารณะน้อย ๆ ที่เป็นส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ทางเดินด้านข้างของตัวบ้านวางกระถางต้นแวววิเชียร ตั้งบนแผ่นก่ออิฐฉาบปูน เป็น Gate way ก่อนเข้าสู่พื้นที่นั่งพักผ่อนด้านใน

พื้นที่ว่างด้านข้างอีกด้านหนึ่ง ออกแบบให้มีผนังน้ำตก สูง 2 เมตร ก่ออิฐฉาบปูน ทำสีหินธรรมชาติ จัดวางกระถางดินเผา 2ใบ ทางเดินโรยกรวดแม่น้ำสีขาวแล้ววางแผ่นคอนกรีตผสมสีอิฐ ด้านที่ติดกับผนังบ้านปลูกแวววิเชียรและต้นอังกาบเพิ่มสีสันให้กับทางเดิน

พื้นที่ว่างอีกมุมหนึ่งเป็นซุ้มระแนงไม้สำเร็จรูป ทำเป็นประตูนำสู่พื้นที่ส่วนด้านใน จัดวางกระถางต้นไม้ อ่างบัว ในระดับความสูงที่ต่างกัน เพื่อนำสายตาไปสู่ผนังน้ำตกด้านใน ไม่น่าเชื่อว่าบ้านหลังน้อยเมื่อเติมสีเขียวและเสียงน้ำไหล บ้านหลังเล็ก ๆ ก็กลายเป็นวิมานบนดินไปได้ นักภูมิสถาปัตย์เผยว่า

"งานประกวดครั้งนี้ที่ชนะเลิศคิดว่า มีความโดดเด่นที่องค์ประกอบแนวตั้ง เพราะสวนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ต้นไม้ ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ซุ้มไม้ระแนง ชิงช้า เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากกว่าการใช้ต้นไม้ธรรมดา และเราเน้นพื้นที่ใช้สอย จัดให้ส่วนของห้องนั่นเล่นเชื่อมต่อสู่ภายนอก วางผังดี ๆ ให้มีน้ำตก ชิงช้า แต่องค์ประกอบน้ำตกค่อนข้างมีราคาแพง"

นักออกแบบจัดสวนมือรางวัลแนะนำว่า "ที่จริงแล้วใคร ๆ ก็อยากมีสวน อยากปลูกต้นไม้เยอะ ๆ แต่ปัญหาหลักของคนในเมืองคือเรื่องของเวลา ตอนแรกคนทั่วไปรู้สึกว่าอยากจะทำ อยากมีสวนในบ้าน แต่พอมีแล้วไม่มีเวลาดูแล ไม่มีเวลาตัดหญ้า ต้นไม้ก็เริ่มรก การดูแลรักษาสำคัญมาก อย่างน้อยต้องเดือนละครั้ง ตัดแต่งหญ้า ต้นไม้ ให้สวนดูดี ถ้ามีบ่อน้ำก็ต้องขัดทำความสะอาด แต่กลับเป็นว่ามีสวนสวยแล้วไม่มีเวลาดูแลรักษา"

สวนสวยด้วยมือคุณ ไม่ใช่ของหายาก ราคาแพง ต้นไม้อยากให้คุณรดน้ำ ดอกไม้อยากให้คุณชื่นชม รู้ซึ้งถึงคุณค่าของต้นไม้ใบเขียว ออกซิเจนบริสุทธิ์ที่จะช่วยให้ปอดของคุณสะอาด และหัวใจเต้นสม่ำเสมออย่างเป็นสุข...

********************************

สวนบำบัด (Garden Therapy)

โปรแกรมการ์เด้น เธอราพี ได้รับความนิยมในหลายประเทศในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย แรกเริ่มมาจากการฟื้นฟูสภาพร่างกาย-จิตใจของคนไข้ในโรงพยาบาล มักใช้กับคนไข้โรคหลอดเลือดและหัวใจ คนไข้ที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง แรกเริ่มก่อนจะมี "สวนบำบัด" มาจากคำว่า Horticulture Therapy หมายถึงการปลูกต้นไม้ที่เหมาะกับสวน นักจิตวิทยาใช้โปรแกรมปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูผู้เจ็บป่วยจากสงครามในช่วงปี ค.ศ.1940 - 1950 ต่อมาประมาณปลายปี 1800 โรงพยาบาลในประเทศสเปน ได้จัดโปรแกรมปลูกต้นไม้และจัดดอกไม้ให้กับคนไข้

สวนบำบัด ช่วยมนุษย์เราได้ เพราะต้นไม้เป็นส่วนสำคัญที่สุดของโลก ให้อาหาร ยา การปลูกต้นไม้เป็นศาสตร์และศิลป์ คนไข้บางคนบอกเล่าว่า แค่ขุดดิน ตักดินใส่กระถาง โรยเมล็ดพันธุ์ รดน้ำ จัดวางต้นไม้และการจัดดอกไม้ใส่แจกัน ก็ทำให้เขาเป็นสุขแล้ว บางคนบอกว่า มันทำให้เขาลืมว่าเขากำลังเป็นคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล และรู้สึกดีกับต้นไม้ เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ได้ยืดเส้นยืดสาย มีจุดมุ่งหมายที่เฝ้ามองต้นไม้เติบโต ในทางการแพทย์อธิบายว่าเป็นโปรแกรมบำบัดที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดธรรมชาติ โปรแกรมสวนบำบัดบางแห่ง ดูแลโดยนักจิตวิทยา นักจัดสวน นักจัดดอกไม้ มอบหมายให้คนไข้หรือผู้เข้าโปรแกรมดูแลต้นไม้ตามถนัด บางครั้งก็เก็บผลผลิตจากต้นไม้ในสวนหรือในเรือนกระจกนำมาปรุงอาหาร เป็นกิจกรรมที่สร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง ทำให้ความทรงจำดีขึ้น ปรับความสมดุลของร่างกายและสุดท้ายคือผ่อนคลายและจิตใจสบาย

********************************

ที่มา : กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6486 วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549