ไม่นานนักรถของพวกเราก็มาจอดอยู่ที่ลานดินกว้างๆข้างทาง มีควายตัวหนึ่งยืนเล็มหญ้าอยู่อย่างเงียบๆ ถัดไปไม่ไกลนักมีบ้านหลังเล็กๆซ่อนตัวอยู่หลังแนวต้นไม้ใหญ่ ยังไม่ทันที่พวกเราจะก้าวเท้าผ่านรั้วบ้านก็เห็น คุณณชนก เสียมไหม หรือ คุณซัน เจ้าของบ้านเดินรี่ออกมาทักทายเราด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชวนไปนั่งคุยกันที่ระเบียงหน้าบ้านซึ่งมี คุณฎขจร มาลัยสร้อย หรือ คุณตี๋ เพื่อนรุ่นน้องของคุณซัน สมาชิกในบ้านอีกคนนั่งยิ้มรอเราอยู่แล้ว บนโต๊ะมีคุกกี้จานใหญ่พร้อมกาแฟและชาร้อนๆส่งควันและกลิ่นหอมแข่งกับอากาศเย็นด้านนอก แล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้นอย่างไม่รอช้า
ผมอยู่ที่นี่กับตี๋สองคน เราจะช่วยกันตลอดทั้งทำงานศิลปะและตกแต่งบ้าน วันๆชีวิตผมมีอยู่สองอย่าง คือทำงานศิลปะกับแต่งบ้าน
เมื่อก่อนผมอยู่ในเมืองข้างล่าง รู้สึกว่าชีวิตค่อนข้างวุ่นวายกับเพื่อนๆ ซึ่งแทบจะทำงานไม่ได้เลย บังเอิญผมรู้จักกับพี่อ้วนซึ่งเป็นเจ้าของแม่สาวัลเล่ย์ แล้วผมก็พูดเล่นๆว่าอยากย้ายบ้าน เขาเลยช่วยหาบ้านให้ พอมาเห็นบรรยากาศที่เงียบสงบของบ้านหลังนี้ ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่เลย
ตอนมาแรกๆที่นี่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นนะ ผนังจะเป็นสีเรียบๆธรรมดา ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากใช้ของที่เรามีอยู่แล้ว ค่อยๆทำตามงบประมาณที่มี แต่พยายามจะเปลี่ยนอารมณ์ของบ้านไปตลอด โดยเพิ่มรายละเอียด และการใช้สี ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สี่เดือน แม้จะไม่นานนักแต่ผมก็เปลี่ยนหน้าตาของบ้านไปจากเดิมค่อนข้างมาก
ทุกคนจะรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนที่นั่นจะต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ อย่างตอนที่ผมอยู่คอนโด ผมรู้สึกอยากให้มีสีเขียวเยอะๆ ก็เลยปลูกผักบุ้งในคอนโดทุกชั้นตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 9 ผมเปลี่ยนคอนโดจนกลายเป็นป่าอะเมซอนไปเลย สุดท้ายผมก็โดนไล่ออก
จบคำพูดของคุณซัน รอยยิ้มเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเราทุกคน บทสนทนาเริ่มออกรสท่ามกลางอากาศเย็นๆพร้อมกับกาแฟร้อนในแก้วที่พร่องลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีจนผมเริ่มรู้สึกอิจฉาเจ้าของบ้านเล็กน้อยที่ได้สัมผัสบรรยายกาศแบบนี้ทุกวัน
ส่วนมากผมจะตื่นเช้า เพราะผมชอบบรรยากาศตอนเช้าของที่นี่ ได้ตื่นมาต้มกาแฟดื่มและจัดเตรียมแต่งบ้าน ผมคิดว่าถ้าอยากจะทำงานสนุกและมีความสุข ผมต้องเห็นบ้านสะอาดเรียบร้อย เพราะในทัศนคติของผม บ้านที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่หรือสร้างใหม่ แต่เราสามารถนำสิ่งที่นึกไม่ถึงมาทำให้เกิดความน่าสนใจขึ้นได้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของสี อารมณ์ ความรู้สึก และความเก่าความใหม่ของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมากกว่า
กาแฟและน้ำชาในแก้วหมดแล้ว แต่สายลมข้างนอกยังคงพัดเย็น เสียงเพลงจากในบ้านลอยแผ่วออกมาประสานกับเสียงนกร้องและเสียงใบไม้ที่ต้องลมด้านนอกบ้าน คุณซันจึงชวนพวกเราเข้ามาดูภายในบ้าน
อย่างเรื่องการใช้สีในบ้านนี้ผมก็ทำเอง ผมดูจากในหนังฝรั่งและหนังสือต่างประเทศ เห็นการใช้สีอย่างไม่บันยะบันยัง แต่ในบ้านเรายังไม่ค่อยกล้าใช้สีในบ้านกันนัก
หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ผมสังเกตว่าจากท่าทางและการพูดจาของคุณซันน่าจะเป็นคนที่มีพื้นเพมาจากทางใต้ ผมเลยสงสัยว่าคุณซันจับพลัดพับผลูอย่างไรจึงมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้ คุณซันจึงขยายความให้ฟังว่า
ตอนแรกผมเอนทรานซ์ติดสองที่คือ ที่คณะจิตรกรรมฯ ศิลปากร และสาขาภัสตราภรณ์ที่คณะศิลปกรรม จุฬาฯ แต่ก็ไม่ได้เรียนสักที่ เพราะไม่มีใครส่งเสีย เลยตัดสินใจมาอยู่เชียงใหม่ เพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นี่ โดยมีเงินติดตัวมาเพียงไม่กี่บาท และไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเชียงใหม่เป็นอย่างไร แต่ก็ชอบบรรยากาศและคิดว่าน่าจะอยู่ได้แบบสบายๆ
ผมเรียนจบสาขาภาพพิมพ์จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตพายัพ ในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยเริ่มทำงานศิลปะจนมีรายได้ส่งเสียตัวเองมาตั้งแต่สมัยเรียน จนตอนนี้ผมอยู่ที่นี่มาได้หกปีแล้ว ส่วนงานที่ผมทำมีอยู่สองประเภทคือ ทำงานศิลปะส่งตามแกลเลอรี่ทั้งในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ อีกอย่างคือ งานทำสีตกแต่งภายในอาคาร รวมไปถึงเขียนรูปบนผนังตามอาคารต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทสถาปนิกและกลุ่มคนที่รู้จักกัน
จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไปดูการตกแต่งบ้าน และงานภาพพิมพ์สีสวยฝีมือเจ้าของบ้านที่ติดอยู่รอบๆบ้าน พลางฟังคุณซันอธิบายงานและตอบข้อซักถามของพวกเราไปด้วย
งานของผมส่วนใหญ่จะเป็นงานภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) ด้วยความที่ผมเป็นคนใต้ และผมกับตี๋ก็นับถือศาสนาอิสลามทั้งคู่จึงชอบไปในทางเดียวกัน งานที่ออกมาจึงค่อนข้างผูกผันกับลวดลายต่างๆแบบทางใต้ออกทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย
อย่างงานตอนนี้ผมกำลังวาดรูปสัตว์ทางเหนือ แต่ใช้สไตล์สีและลวดลายแบบทางใต้ แรกๆก็มีหลายคนบอกว่าทำไมไม่ทำงานแบบล้านนา เพราะจะขายงานได้ง่ายกว่านี้ ผมก็พยายามทำนะแต่ทำไม่ได้ เพราะผมทำงานด้วยความศรัทธา แต่ก็ปรากฏว่าตลาดต้องการและชอบงานของผม
คุณซันพาเราเดินเข้าไปดูในห้องทำงาน พร้อมกับสาธิตขั้นตอนการทำภาพพิมพ์แบบพิมพ์ด้วยมือให้พวกเราดูกันแบบสดๆ ก่อนจะชวนขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาบนชั้นลอย ซึ่งทำเป็นแกลเลอรี่ส่วนตัวเล็กๆ
พวกเราเพลิดเพลินกับการดูผลงานแต่ละชิ้นของคุณซัน สีสันและความละเอียดบนแผ่นกระดาษ พร้อมทั้งเสียงเพลงเพราะๆที่เปิดคลออยู่ ทำให้พวกเราเดินดูงานทีละชิ้นๆได้อย่างไม่รู้เบื่อ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
ผมหยุดยืนที่ริมหน้าต่างมองจากชั้นบนออกไปยังสวนโล่งๆด้านนอก พลางนึกในใจว่าหากให้หลบจากวิถีชีวิตที่เคยชินในสังคมเมือง แล้วมาใช้ชีวิตอยู่เงียบๆบนดอยอย่างนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ยังไม่ทันให้คำตอบกับตัวเอง ผมก็ได้ยินเสียงคุณซันตอบคำถามนี้ลอยมาให้ได้ยินว่า
"สนุกครับได้ใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน อยู่อย่างเงียบๆไม่ต้องอะไรกับใครมาก ได้อยู่ในโลกส่วนตัว ได้คิดได้ทำงานศิลปะได้เล่นกับบ้านแล้วมันสนุก แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ"
ผมอยู่ที่นี่กับตี๋สองคน เราจะช่วยกันตลอดทั้งทำงานศิลปะและตกแต่งบ้าน วันๆชีวิตผมมีอยู่สองอย่าง คือทำงานศิลปะกับแต่งบ้าน
เมื่อก่อนผมอยู่ในเมืองข้างล่าง รู้สึกว่าชีวิตค่อนข้างวุ่นวายกับเพื่อนๆ ซึ่งแทบจะทำงานไม่ได้เลย บังเอิญผมรู้จักกับพี่อ้วนซึ่งเป็นเจ้าของแม่สาวัลเล่ย์ แล้วผมก็พูดเล่นๆว่าอยากย้ายบ้าน เขาเลยช่วยหาบ้านให้ พอมาเห็นบรรยากาศที่เงียบสงบของบ้านหลังนี้ ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่เลย
ตอนมาแรกๆที่นี่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นนะ ผนังจะเป็นสีเรียบๆธรรมดา ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากใช้ของที่เรามีอยู่แล้ว ค่อยๆทำตามงบประมาณที่มี แต่พยายามจะเปลี่ยนอารมณ์ของบ้านไปตลอด โดยเพิ่มรายละเอียด และการใช้สี ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สี่เดือน แม้จะไม่นานนักแต่ผมก็เปลี่ยนหน้าตาของบ้านไปจากเดิมค่อนข้างมาก
ทุกคนจะรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนที่นั่นจะต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ อย่างตอนที่ผมอยู่คอนโด ผมรู้สึกอยากให้มีสีเขียวเยอะๆ ก็เลยปลูกผักบุ้งในคอนโดทุกชั้นตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 9 ผมเปลี่ยนคอนโดจนกลายเป็นป่าอะเมซอนไปเลย สุดท้ายผมก็โดนไล่ออก
จบคำพูดของคุณซัน รอยยิ้มเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเราทุกคน บทสนทนาเริ่มออกรสท่ามกลางอากาศเย็นๆพร้อมกับกาแฟร้อนในแก้วที่พร่องลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีจนผมเริ่มรู้สึกอิจฉาเจ้าของบ้านเล็กน้อยที่ได้สัมผัสบรรยายกาศแบบนี้ทุกวัน
ส่วนมากผมจะตื่นเช้า เพราะผมชอบบรรยากาศตอนเช้าของที่นี่ ได้ตื่นมาต้มกาแฟดื่มและจัดเตรียมแต่งบ้าน ผมคิดว่าถ้าอยากจะทำงานสนุกและมีความสุข ผมต้องเห็นบ้านสะอาดเรียบร้อย เพราะในทัศนคติของผม บ้านที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่หรือสร้างใหม่ แต่เราสามารถนำสิ่งที่นึกไม่ถึงมาทำให้เกิดความน่าสนใจขึ้นได้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของสี อารมณ์ ความรู้สึก และความเก่าความใหม่ของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมากกว่า
กาแฟและน้ำชาในแก้วหมดแล้ว แต่สายลมข้างนอกยังคงพัดเย็น เสียงเพลงจากในบ้านลอยแผ่วออกมาประสานกับเสียงนกร้องและเสียงใบไม้ที่ต้องลมด้านนอกบ้าน คุณซันจึงชวนพวกเราเข้ามาดูภายในบ้าน
อย่างเรื่องการใช้สีในบ้านนี้ผมก็ทำเอง ผมดูจากในหนังฝรั่งและหนังสือต่างประเทศ เห็นการใช้สีอย่างไม่บันยะบันยัง แต่ในบ้านเรายังไม่ค่อยกล้าใช้สีในบ้านกันนัก
หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ผมสังเกตว่าจากท่าทางและการพูดจาของคุณซันน่าจะเป็นคนที่มีพื้นเพมาจากทางใต้ ผมเลยสงสัยว่าคุณซันจับพลัดพับผลูอย่างไรจึงมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้ คุณซันจึงขยายความให้ฟังว่า
ตอนแรกผมเอนทรานซ์ติดสองที่คือ ที่คณะจิตรกรรมฯ ศิลปากร และสาขาภัสตราภรณ์ที่คณะศิลปกรรม จุฬาฯ แต่ก็ไม่ได้เรียนสักที่ เพราะไม่มีใครส่งเสีย เลยตัดสินใจมาอยู่เชียงใหม่ เพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นี่ โดยมีเงินติดตัวมาเพียงไม่กี่บาท และไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเชียงใหม่เป็นอย่างไร แต่ก็ชอบบรรยากาศและคิดว่าน่าจะอยู่ได้แบบสบายๆ
ผมเรียนจบสาขาภาพพิมพ์จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตพายัพ ในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยเริ่มทำงานศิลปะจนมีรายได้ส่งเสียตัวเองมาตั้งแต่สมัยเรียน จนตอนนี้ผมอยู่ที่นี่มาได้หกปีแล้ว ส่วนงานที่ผมทำมีอยู่สองประเภทคือ ทำงานศิลปะส่งตามแกลเลอรี่ทั้งในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ อีกอย่างคือ งานทำสีตกแต่งภายในอาคาร รวมไปถึงเขียนรูปบนผนังตามอาคารต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทสถาปนิกและกลุ่มคนที่รู้จักกัน
จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไปดูการตกแต่งบ้าน และงานภาพพิมพ์สีสวยฝีมือเจ้าของบ้านที่ติดอยู่รอบๆบ้าน พลางฟังคุณซันอธิบายงานและตอบข้อซักถามของพวกเราไปด้วย
งานของผมส่วนใหญ่จะเป็นงานภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) ด้วยความที่ผมเป็นคนใต้ และผมกับตี๋ก็นับถือศาสนาอิสลามทั้งคู่จึงชอบไปในทางเดียวกัน งานที่ออกมาจึงค่อนข้างผูกผันกับลวดลายต่างๆแบบทางใต้ออกทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย
อย่างงานตอนนี้ผมกำลังวาดรูปสัตว์ทางเหนือ แต่ใช้สไตล์สีและลวดลายแบบทางใต้ แรกๆก็มีหลายคนบอกว่าทำไมไม่ทำงานแบบล้านนา เพราะจะขายงานได้ง่ายกว่านี้ ผมก็พยายามทำนะแต่ทำไม่ได้ เพราะผมทำงานด้วยความศรัทธา แต่ก็ปรากฏว่าตลาดต้องการและชอบงานของผม
คุณซันพาเราเดินเข้าไปดูในห้องทำงาน พร้อมกับสาธิตขั้นตอนการทำภาพพิมพ์แบบพิมพ์ด้วยมือให้พวกเราดูกันแบบสดๆ ก่อนจะชวนขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาบนชั้นลอย ซึ่งทำเป็นแกลเลอรี่ส่วนตัวเล็กๆ
พวกเราเพลิดเพลินกับการดูผลงานแต่ละชิ้นของคุณซัน สีสันและความละเอียดบนแผ่นกระดาษ พร้อมทั้งเสียงเพลงเพราะๆที่เปิดคลออยู่ ทำให้พวกเราเดินดูงานทีละชิ้นๆได้อย่างไม่รู้เบื่อ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
ผมหยุดยืนที่ริมหน้าต่างมองจากชั้นบนออกไปยังสวนโล่งๆด้านนอก พลางนึกในใจว่าหากให้หลบจากวิถีชีวิตที่เคยชินในสังคมเมือง แล้วมาใช้ชีวิตอยู่เงียบๆบนดอยอย่างนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ยังไม่ทันให้คำตอบกับตัวเอง ผมก็ได้ยินเสียงคุณซันตอบคำถามนี้ลอยมาให้ได้ยินว่า
"สนุกครับได้ใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน อยู่อย่างเงียบๆไม่ต้องอะไรกับใครมาก ได้อยู่ในโลกส่วนตัว ได้คิดได้ทำงานศิลปะได้เล่นกับบ้านแล้วมันสนุก แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ"






















