หากบ้านหลังไหนเย็นสบายอยู่แล้ว เจ้าของบ้านไม่ต้องห่วงหรือเป็นกังวล
แต่บ้านไหนเก็บความเย็นไม่อยู่ และการระบายความเย็นไม่เต็มที่หรือมีปัญหา
ยิ่งเป็นยุคน้ำมันมีแต่จะขึ้น และรัฐบาลไทยรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน
เจ้าของบ้านจะมัวชะล่าใจไม่คิดหาทางแก้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
เรื่องของบ้านกับความเย็นนั้น คนไทยตระหนักดีว่าในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างนึกถึงความเย็นกันทั้งนั้น
บางบ้านอาจมีแอร์ และบางบ้านยังคงใช้พัดลม
เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสองอย่างจะทำงานได้ต้องใช้ไฟฟ้า
ตอนใช้ไม่ค่อยคิดมากกัน แต่เมื่อใบเสร็จเก็บค่าไฟมา
ตัวเลขต้องจ่ายอาจทำให้เจ้าของบ้านตกใจว่า ทำไมจึงเพิ่มขึ้นพรวดพราด
ปัญหานี้วิลลิสเข้าใจดี และมีกลวิธี 5 ข้อ
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญปกป้องความเย็นในบ้านมาเสนอ ให้คนไทยทั้งใน
และต่างประเทศนำไปใช้คงความเย็นภายในบ้านได้เหมือนเดิม
แม้อากาศหรืออุณหภูมินอกห้อง และนอกบ้านจะสูงขึ้นก็ตาม
แต่รายจ่ายค่าไฟจะไม่ขยับขึ้นให้กังวลใจ
"จัดการตรวจสอบพลังงานที่ใช้ในบ้านให้ถี่ถ้วน"
เป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกที่วิลลิสอยากให้เจ้าของบ้าน
นำไอเดียดีข้อนี้ไปใช้อย่างสม่ำเสมอ
โดยการตรวจดูว่าส่วนไหนของบ้านใช้หรือกินพลังงานมากที่สุด
ในสหรัฐมีข้อมูลจากเอนวิรอน เมนทอล โพรเทคชั่น เอเยนซี หรือ อีพีเอ
ระบุว่าชาวอเมริกันทุกครัวเรือนใช้จ่ายไปกับพลังงาน ประมาณ 1,500 ดอลลาร์
หรือกว่า 6 หมื่นบาทต่อปี
ครึ่งหนึ่งของรายจ่ายเสียไปกับการใช้เครื่องทำความเย็นและความร้อน
จากตัวเลขการใช้จ่ายข้างต้น
จึงสมควรที่เจ้าของบ้านจะประเมินดูความผิดปกติหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับจุดต่างๆ
ที่ใช้พลังงานเพื่อผลิตทั้งความเย็น และร้อนภายในบ้าน
แต่วิลลิสอ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญว่า สิ่งที่จะทำได้ในทันที คือ
ให้เจ้าของบ้านแน่ใจก่อนว่า ช่องนำอากาศเย็น
และร้อนเข้าสู่ตัวบ้านไม่ถูกเฟอร์นิเจอร์ที่จัดวางภายในบ้านปิดกั้น
และไม่มีฝุ่นหรือเศษขยะหยากไย่อุดตันอยู่
การทำความสะอาดรูหรือช่องนำอากาศเย็นกับร้อนเข้าบ้าน เป็นขั้นตอนง่ายๆ
ที่สามารถเปิดทางช่วยให้การถ่ายเทหมุนเวียนของอากาศภายในบ้านสะดวก
และรู้สึกสบายขึ้น อีกทั้งช่วยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
นำพลังงานมาผลิตความเย็นกับความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ให้แน่ใจอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะแอร์หรือเครื่องทำความร้อน
มีเครื่องกันรั่ว และป้องกันไฟรั่วเรียบร้อยอยู่ในสภาพเหมาะสมและดี
โดยโฮมเดอพ็อตบริษัทเชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบ้าน
ระบุว่ารอยรั่วเกิดกับเครื่องทำความเย็น และความร้อน
ส่งผลให้การสูญเสียนี้ คิดเป็น 10-30%
ของต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็นค่าไฟทั้งหมดในแต่ละเดือน
แต่วิลลิสตั้งคำถาม เตือนใจเจ้าของบ้านให้ระวังและรอบคอบว่า
ทำอย่างไรเจ้าของบ้านถึงจะรู้ว่า ตัวเองเดินถูกทางในการตรวจสอบหารอยรั่ว
หรือส่วนที่มีปัญหา
วิลลิสย้ำว่าให้เน้นดูส่วนที่ฝุ่นหรือหยากไย่
รวมทั้งส่วนที่เกิดความชื้นได้ง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนอยู่ใกล้ข้อต่อหรือเป็นร่องกับรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นนั้น
อัลลายแอนซ์ ทู เซฟ เอนเนอร์จี องค์กรอิสระรณรงค์การประหยัดไฟในสหรัฐ
ให้ข้อมูลว่าการปิดหรืออุดไม่ให้เกิดรอยรั่ว ที่ข้อต่อตามรอยแตกร้าว
และช่องต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นภายนอกทั้งหมด
จะช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดเงินได้ 10%
หรือมากกว่านี้ของเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าไฟทั้งหมดในแต่ละเดือน
แต่ถ้าเจ้าของบ้านรายใดยังมีข้อกังขา
เกี่ยวกับวิธีการป้องกันการรั่วไหลของพลังงานสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
วิลลิสแนะนำให้เข้าไปดูรายละเอียด และสามารถสอบถามบนเวบไซต์
www.simplyinsulate.org
"ตรวจอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ทำงานปกติและช่วยประหยัดพลังงาน"
เพื่อกันความร้อนและเก็บความเย็นในบ้านได้ดี
ขอให้เจ้าบ้านแน่ใจว่าเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ไฟฟ้ามีส่วนช่วยประหยัด
หรือนำพลังงานมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พยายามใช้งานเครื่องซักผ้า เครื่องปั่นแห้ง
หรือเครื่องล้างจานในช่วงดึกถ้าทำได้
เป็นคำแนะนำของวิลลิสที่คนไทยในสหรัฐสามารถนำไปลองใช้ปฏิบัติได้
และหากเจ้าของบ้านเลือกซื้อเลือกหาเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เบอร์ 5
ประหยัดไฟ เช่น แอร์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่
โคมไฟหรือหลอดไฟให้ความสว่างภายในบ้าน
จะช่วยเจ้าของบ้านตัดลดรายจ่ายค่าไฟส่วนนี้ได้มากถึง 30%
ทั้งนี้ ในสหรัฐเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่ได้รับการรับประกันว่าประหยัดไฟมากที่สุด จะได้รับฉลากติดกำกับ
ที่เรียกกันทั่วไปว่า ฉลากเอนเนอร์จี สตาร์
ซึ่งหมายความว่าสินค้าหรือเครื่องใช้ชิ้นนั้นได้มาตรฐานการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้คำแนะนำและข้อปฏิบัติกำหนดโดย เอนวิรอน เมนทอล โพรเทคชั่น
เอเยนซีของสหรัฐ และหน่วยงานด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ
วิลลิสเตือนด้วยว่า
เจ้าของบ้านต้องจัดวางโคมไฟกับโทรทัศน์ให้ห่างจากเครื่องควบคุมความร้อนความเย็น
ซึ่งรอนนี่ เควล์เลอร์ แห่งอัลลายแอนซ์ ทู เซฟ เอนเนอร์จี
กล่าวว่าคำแนะนำนี้ไม่ทำให้เจ้าของบ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
แต่เควล์เลอร์กลับมองว่าเป็นความพยายาม
ที่จะช่วยกระตุ้นให้เจ้าของบ้านแน่ใจว่า
แอร์ทุกตัวภายในบ้านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ถ้าเจ้าของบ้านโดยเฉพาะคนไทยพำนักในสหรัฐ ยังมีข้อสงสัย
และอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือรายละเอียดกว่านี้
วิลลิสแนะนำให้เข้าหรือตรวจดูในเวบไซต์ www.ase.org
"คิดทำให้บ้านร่มหลบแดดเสียบ้าง" เจ้าของบ้านคนไทยในสหรัฐ อาจชื่นชอบพอใจให้บ้านรับแสงแดดร้อนสู้ความหนาวในแถบซีกโลกตะวันตก
แต่ข้อเท็จจริงที่วิลลิสหยิบยกขึ้นมาเตือนใจเจ้าบ้าน ให้ฉุกคิด คือ
ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์เป็นข้อห้าม
อย่าให้สาดส่องตัวบ้านหรือบริเวณในบ้านที่ต้องเก็บความเย็นให้ความสุขกับสมาชิก
สภาพภูมิทัศน์รอบบ้าน เป็นดั่งธรรมชาติช่วยให้ร่มเงาแก่บ้าน
และสกัดกั้นแสงร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นการจัดวางต้นไม้
พุ่มไม้หรือไม้เลื้อยให้อยู่ในตำแหน่งที่ดี
จะช่วยให้เกิดร่มเงาที่มีประสิทธิผลตามธรรมชาติ
และยังช่วยเพิ่มมูลค่าความงามถูกหลักให้กับที่ดินของตัวเองด้วย
หากเจ้าของบ้านต้องออกแบบภูมิทัศน์ในบ้านด้วยตัวเอง ขอให้ใช้ต้นไม้พื้นๆ
หรือหาได้ง่ายตามท้องถิ่นของตัวเอง
และจะต้องเป็นต้นไม้ที่อยู่รอดได้โดยไม่ต้องเอาใจใส่มากนัก
ต้นไม้ที่ผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วง หรือที่เรียกกันว่าต้นไม้ผลัดใบปีละครั้ง
จะช่วยเก็บความเย็นให้กับตัวบ้านพร้อมลดต้นทุนจ่ายค่าไฟให้กับเจ้าบ้านได้มากที่สุด
การปลูกไม้เลื้อยไปตามระแนงไม้ที่ทำไว้
การปลูกไม้เลื้อยประเภทต้นไอวี่หรือต้นองุ่นสามารถให้ร่มเงากับหน้าต่าง
และส่วนอื่นๆ ของตัวบ้านได้ดี
เจ้าของบ้านอาจคิดถึงอุปกรณ์ให้ร่มเงา เช่น
ผ้าใบบังแดดหรือบานประตูไม้ปิดเปิดด้านนอกหน้าต่างกับกระจก
อุปกรณ์บังแดดเหล่านี้ จากข้อมูลของ Doityourself.com.
สามารถลดความร้อนแรงจากแสงแดดให้กับหน้าต่างทางทิศใต้ของบ้านได้มากถึง 65%
และลดความร้อนที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างฝั่งตะวันออกได้ 77%
อย่างไรก็ดีวิลลิสให้ข้อมูลแก่เจ้าของบ้านได้ฉุกคิดว่า
ผ้าใบบังแดดที่มีสีอ่อน จะทำหน้าที่ให้ร่มเงา
สะท้อนแสงและบังแดดได้ดีกว่าผ้าใบสีเข้มถึง 2 เท่า
นอกจากนี้ หากคิดทำให้ภายในบ้านร่มเย็น
เจ้าของบ้านต้องลงทุนจัดตกแต่งผ้าประดับบ้านหรือผ้าม่าน
สีอ่อนสว่างหรือเนื้อผ้าหนา จะสะท้อนแสงแดดได้ดีกว่าสีเข้มและเนื้อผ้าบาง
"ลองกำหนดหรือตั้งเวลาเปิดปิดอุปกรณ์ให้ความเย็นภายในบ้าน"
วิลลิสแนะให้ใช้ประโยชน์ที่ได้เปรียบด้วยการตั้งเวลา
เมื่อต้องออกไปนอกบ้าน และไม่จำเป็นต้องให้ในบ้านเย็นตลอดเวลา
ลองพิจารณาติดตั้งเครื่องบังคับตัดต่อพลังงานเพื่อให้ความเย็นหรือความร้อนคงที่
ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมหรือเวลาได้
เครื่องบังคับให้ความเย็นความร้อนคงที่ ซึ่งสามารถตั้งเวลาหรือโปรแกรมนี้
จะช่วยให้แอร์เปิดปิดได้อัตโนมัติตามที่เจ้าของบ้านกำหนดไว้
โดยข้อมูลของอีพีเอระบุว่า
เครื่องตัดต่อความเย็นความร้อนให้คงที่แบบอัตโนมัตินี้
สามารถประหยัดเงินต้องจ่ายเป็นค่าพลังงานให้กับคนอเมริกัน ได้ประมาณ 100
ดอลลาร์ หรือกว่า 4 พันบาทต่อปี
อีกจุดหนึ่งที่เจ้าของบ้านโดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐไม่ควรมองข้าม
และสามารถประหยัดเงินจ่ายค่าไฟได้มากที่สุด คือ
การติดตั้งเครื่องตัดต่อความเย็นความร้อน
ให้ห่างจากจุดที่ก่อเกิดความเย็นหรือความร้อนตามธรรมชาติ
ไม่ควรลืมตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นกว่าปกติสำหรับเครื่องทำความเย็น
และต่ำกว่าปกติสำหรับเครื่องทำความร้อน
เมื่อทุกคนในบ้านต้องเดินทางไปเที่ยวไหนไกลๆ และต้องค้างคืนนอกบ้าน
วิธีนี้จะช่วยประหยัดค่าไฟ ให้อุปกรณ์ทำความเย็นความร้อนได้มากถึง 10%
จากการรวบรวมไอเดียของผู้เชี่ยวชาญ
วิลลิสให้ข้อมูลว่าเจ้าของบ้านอาจตั้งเวลาเครื่องตัดต่อไว้
ให้แอร์เริ่มทำงานประมาณ 30 นาที
ก่อนที่ทุกคนในบ้านจะกลับมาในช่วงเย็นหรือค่ำ
วิธีนี้ช่วยให้บ้านเป็นเสมือนวิมานบนดิน
ที่สมาชิกทุกคนอยากรีบกลับมาพักผ่อนเร็วๆ
เปลี่ยนหลอดไฟบ้าง" เป็นไอเดียสุดท้ายที่วิลลิสให้เจ้าของบ้านฉุกคิดว่า
ควรเลิกใช้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างสีส้มจากไส้ใน
แต่หันมาพิจารณาหลอดไฟสีขาวอาจแพงกว่าหลอดไฟสีส้มเล็กน้อย
แต่หลอดไฟสีขาวแบบ florescent จะใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไฟมาตรฐานทั่วไป
66%
ทั้งนี้ เควล์เลอร์ให้ข้อมูลสนับสนุนวิลลิส เป็นการปิดท้ายว่า
หากเจ้าของบ้านหาหลอดไฟให้สีขาวสว่างขนาด 32 วัตต์
มาแทนหลอดไฟให้แสงสีส้มขนาด 110 วัตต์
เขาหรือเธอก็สามารถประหยัดเงินค่าไฟได้ถึง 30 ดอลลาร์ หรือกว่า 1,200 บาท
ตลอดอายุขัยของหลอดไฟให้แสงสีขาว
วิลลิสย้ำด้วยความมั่นใจว่า หลอดไฟให้แสงสีขาว
ย่อมทำให้ภายในบ้านสว่างไสวโดยไม่สร้างความร้อน
จนส่งผลให้แอร์ต้องทุกตัวภายในบ้าน ต้องทำงานหนักเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน
หรือทำให้เจ้าของบ้านต้องเสียเงินจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

บ้านสไตล์บอฮอทรอปิคอลที่มีวิวและกว่างงาม
สองแบบบ้านสไตล์โบฮีเมืองร้อนที่มีสระว่ายน้ำ แผนผังการใช้แสงที่อบอุ่น เปิดให้เห็นภายในด้วยหอบเหวี่ยง อุปกรณ์ตกแต่งธรรมชาติและการแต่งห้องที่สวย...












