ซึ่งนับเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญในชีวิตของเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จิมได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานด้านยุทธศาสตร์ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นหน่วยสอบสวนกลาง (หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม CIA) ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานกับกองทัพฝรั่งเศสในแอฟริกาตอนเหนือ โดยมีกำหนดจะส่งเขาไปยังอิตาลี ฝรั่งเศส และเอเชียด้วย ทั้งนี้จิมได้ฝึกฝนเรียนรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดในป่ามาเป็นอย่างดี (การที่เขาหายตัวไปกลางป่า บนคาเมรอนไฮแลนด์ นั้นจึงเป็นปริศนาที่คนแก้ปมไม่ออก) และเขาเดินทางมาประเทศไทยครั้งแรกในฐานะทหารอาสาสมัครของกองทัพสหรัฐฯ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง จนเมื่อสงครามยุติในปี ค.ศ. 1946 จิมก็ปลดประจำการจากกองทัพ แต่เขายังคงชอบใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย โดยวางโครงการที่จะทำอาชีพใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้ทำงานปรับปรุงโรงแรมโอเรียลเต็ลที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ











จิม ทอมป์สัน นับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย โดยเฉพาะผ้าไหม ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ และทำให้คนไทยได้ตื่นตัวในการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมที่น่าภาคภูมิใจนี้ โดยการสืบหาแหล่งผลิตและช่างทอ การพัฒนาไหม การย้อม การทอ ไปจนถึงการเผยแพร่สินค้าที่ได้รับการพัฒนาแล้ว สู่วงการแฟชั่นในตลาดโลก จนประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้มีการฟื้นฟูกระบวนการทอผ้าไหม ทั้งระบบขึ้นมาใหม่ จนเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย











หลังจากตัดสินใจอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นการถาวร เขาได้ซื้อบ้านทรงไทยภาคกลาง 6 หลังจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและที่ต่างๆที่สามารถระบุประวัติได้ รวมทั้งจากชุมชนบ้านครัว ฝั่งตรงข้าม มาปลูกใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ริมคลองแสนแสบ แต่การประกอบเรือนทั้งหมดเข้าเป็นหมู่เรือนนั้น ไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นเรือนหลังไหนมาจากที่ใด หมู่เรือนไทยแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยโครงสร้างสำคัญได้เปลี่ยนมาใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อความคงทน







ตัวบ้านแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ ห้องนอนสำหรับแขก และห้องนอนของจิม สิ่งของที่ตกแต่งภายใน สะท้อนถึงความสนใจในวัฒนธรรมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ทางเอเชียของเขาเป็นอย่างมาก ส่วนชั้นล่างจัดเป็นห้องเบญจรงค์แสดงเครื่องเบญจรงค์ เครื่องกระเบื้องจีน และบ้านจัดแสดงภาพเขียน โดยช่างไทยในปี 2403 แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยนั้น









ที่จริงเรือนไทยแบบภาคกลางแบบนี้ มีลักษณะมาตรฐานที่ใกล้เคียงเหมือนกันหมดทุกหลัง แต่เสน่ห์ ความงาม ความน่าอยู่ของเรือนไทยนั้น อยู่ที่การวางหมู่เรือนไทยเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว อยู่ที่ความจำเป็นในการใช้งาน คือมีตั้งแต่ 2 หลังขึ้นไป เรือนหมู่3 หมู่4 จะมีมากหน่อย หมู่เรือนไทยแต่ละหลังจึงมีความแตกต่างกันไป เช่นลักษณะการจัดวางแบบต่างๆ การวางตำแหน่งชานเรือนหรือชานกลาง และการตกแต่งภายใน สิ่งที่โดดเด่นและเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ คือการจัดบริเวณแบบสวนป่า มีไม้ไทยนานาชนิดที่ปลูกเต็มพื้นที่สลับกันไป ทั้งไม้ใหญ่ยืนต้น และไม้ประดับต่างๆเป็นพุ่มเป็นกอ นับเป็นการจัดสวนแบบไทย ที่หาดูได้ยาก เพราะปัจจุบันคนไทยไปนิยมจัดสวนแบบอื่นๆกันมากกว่า











ในฐานะที่เขาสร้างคุณูปการในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมไทย จิม ทอมป์สันจึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานแด่ชาวต่างชาติที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย เรื่องราวความสำเร็จของจิม ทอมป์สันในประเทศไทยจึงกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเอเชียสมัยหลังสงคราม แต่ในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ จิม ทอมป์สัน เดินทางไปพักผ่อนกับเพื่อนๆที่คาเมอรอนไฮแลนด์ ในประเทศมาเลเซีย เขาออกเดินเท้าเข้าป่าที่ห้อมล้อมอยู่ใกล้โรงแรมที่พัก ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้น มีเพียงพยานรู้เห็นว่า เขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจฯลฯ







นับแต่เขาหายสาบสูญไป สภาพของบ้านก็แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยจนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ศิลปวัตถุและของสะสมล้ำค่าทั้งหลายของเขา ที่มีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้ โดยเฉพาะพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆจำนวนมาก ได้รับการดูแลและจัดวางอย่างดี ให้คนทั่วไปได้เข้าชม เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวเล็กๆ ที่งดงามมีเสน่ห์ และยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักแห่งหนึ่ง ที่ชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ชอบแวะมาเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน และยังได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย