การยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติ เคารพสิ่งแวดล้อม กลับคืนสู่สามัญ และพอเพียง จึงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว แต่สิ่งที่ขัดกับแนวทางนี้คือบ้านไฮเทคหรือบ้านอัจฉริยะ เพราะบ้านไฮเทคนั้น อาศัยเทคโนโลยี่ขั้นสูง มีความสลับซับซ้อน ทำยาก เสียง่าย ค่าใช้จ่ายสูง สามารถสร้างความสะดวกสบายให้กับเจ้าของก็จริง (สบายจนขี้เกียจ) แต่ในระยะยาวแล้ว เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยตอนนี้ ก็จะล้าสมัยไปในเวลารวดเร็ว และจะต้องเสียค่าปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ




บ้านแบบธรรมชาตินี้ จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ใช้งานเฉพาะครอบครัว บางทีก็สามารถสร้างเองได้ด้วย เมืองไทยเองก็นับว่ามีไม่น้อย แต่ก็เป็นการก่อสร้างแบบดั้งเดิม โดยช่างพื้นบ้าน ใช้รูปแบบและแนวทางที่เราคุ้นเคย ซึ่งไม่ค่อยมีการพัฒนาและสร้างสรรค์ อะไรใหม่ๆมากนักคือจากเดิมที่เป็นบ้านไม้ยกพื้นใต้ถุนสูง ต่อมาไม้เริ่มขาดแคลนก็มาใช้พวกอิฐและคอนกรีตบล็อก แต่วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ ยังใช้ที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะผลิตใช้ หรือดัดแปลงวัสดุธรรมชาติมาใช้เอง ที่เห็นมีการพัฒนาบ้างก็คือการสร้างบ้านดิน ซึ่งถือว่ามีพัฒนาการมาพอสมควรทีเดียว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก จะค้นคว้ามานำเสนอต่อไป




ตอนนี้มาดูบ้านของฝรั่งสร้างกันดีกว่า เอาไอเดียเขามา เพื่อจุดประกายความคิด เรื่องวัสดุก่อสร้างจากธรรมชาตินี่ ของเราน่าจะมีพอสมควร แต่เรายังไม่รู้จักวิธีเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ มักจะมองข้ามไป เพราะติดอยู่ในกรอบ หรือรูปแบบเดิมๆ นั่นเอง

หลักการสร้างบ้านธรรมชาติ คือการใช้เทคนิคการก่อสร้างง่ายๆ ใช้วัสดุจากธรรมชาติโดยตรง ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิตจากระบบอุตสาหกรรม ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในรูปแบบต่างๆที่เกิดจากกระบวนการผลิตนั้น และไม่ต้องใช้ระบบการขนส่งระยะทางไกล ที่เปลืองพลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทที่เกิดจาก fossil เช่นน้ำมันอีกด้วย ซึ่งการใช้เทคนิคการก่อสร้างโดยอาศัยวัสดุธรรมชาตินี้ ก็จะก่อเกิดความงามตามธรรมชาติในตัวมันเอง โดยไม่ต้องแต่งเติม เสริมเพิ่มด้วยวัสดุอื่นๆ แต่ประการใด







วิธีการหนึ่งที่ต่างประเทศจะทำมากกว่าเรา คือเจ้าของบ้านจะสร้างบ้านของตนเอง เพราะค่าแรงช่างที่นั่นเขาสูง พวกการสร้าง การซ่อมนี่ เขามักจะต้องทำเอง จึงมีคนเขียนวิธีการและหนังสือประเภท D-I-Y ออกมาขายได้เรื่อยๆ เพราะการทำเองจะประหยัดได้มากนั่นเอง ผมเคยเจอคนเยอรมันเป็นเจ้าของปราสาทขนาดย่อมๆ ที่มาเที่ยวเมืองไทย ให้ช่วยหาช่างศิลป์ไปทำงานตกแต่งปราสาทเขา แล้วก็พาไปด้วย 2-3 คน เขาให้ทำงานประเภทจิตรกรรมฝาผนัง แบบสมัยใหม่ ส่วนตัวเขาเองเป็นช่าง ซ่อมมันเองทั้งปราสาท ค่อยๆทำไปทีละอย่าง เห็นแล้วเหนื่อยแทนเลย



อีกอย่างหนึ่งการสร้างเองก็จะทำตามใจตัวเองได้มากกว่าด้วย หรือยากเกินไป ที่จะยากหน่อยก็พวกกฎระเบียบอะไรนี่แหละ ของเราบางทีก็หยุมหยิมเกินไป แต่สำหรับบ้านเล็กๆในชนบท นอกเขตเมืองนั้นจะสร้างได้ง่ายกว่า โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้าง รูปแบบที่ให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ จะใช้วัสดุที่เมืองไทยไม่ค่อยใช้กันเท่าไร เช่นพวกถุงดินถุงทราย วัสดุผสม ดิน หิน เป็นวัสดุเหลงต้องตั้งแบบหล่อ หรือพวกหินก่อ จะมีที่ใช้กันมากคือ ไม้ไผ่ และไม้ รูปแบบอาจแตกต่างกันออกไป ดูไม่คุ้นตา แต่วิธีการอาจไม่แตกต่างกันมากนัก









ลักษณะพื้นที่ตั้ง จะเป็นข้อจำกัดของการก่อสร้างอีกอย่างหนึ่ง ของเมืองนอก ส่วนใหญ่ลักษณะเป็นที่ดอน ดินแข็ง ไม่มีน้ำท่วม ก็จะเป็นการก่อสร้างแบบ wall bearing คือผนังรับน้ำหนัก เป็นโครงสร้างหลัก รับโครงหลังคา และถ่ายน้ำหนักลงพื้นอีกทีหนึ่ง เพราะดินแข็ง ไม่ทรุดตัว ส่วนบ้านเรานั้น ถ้าเป็นพื้นที่ดอน ดินแข็งก็ทำได้ เหมาะทำบ้านดิน บ้านอิฐก่อ หรือดินอัดที่ทำเอง ใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ง่าย แต่บางพื้นที่เป็นที่ต่ำ ก็เหมาะที่จะใช้โครงไม้ ยกพื้นสูงแบบบ้านไทย (แบบนี้เรียกว่าวิธีก่อสร้างแบบเสา-คาน น้ำหนักจะถ่ายลงจากคานสู่เสา และฐานราก) จะได้ไม่ต้องหนีน้ำท่วมแบบซ้ำซากกันทุกปี มีเรือไว้ใต้ถุนซักลำ เปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ อย่าไปคิดเอาชนะธรรมชาติเลย หาวิธีอยู่กับธรรมชาติ ยืดหยุ่นไปตามมัน อาจจะทำให้ปัญหาน้อยลงก็ได้ แล้วผมจะหาข้อมูล และรูปแบบอื่นๆของบ้านธรรมชาติ เช่นบ้านในธรรมชาติเป็นบ้านที่ออกแบบสร้างสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะ concept ไหน เทคนิคอะไร ล้ำยุคไม่ล้ำยุค แต่อยู่ในธรรมชาติ ใช้ธรรมชาติเป็นวิว มาให้ดูกันเป็นตัวอย่างอีกวันหลังครับ