






![]() |
|
หลังจากชมภายนอกของตัวบ้านด้วยความพิศวงอยู่สักพัก เราก็เดินขึ้นไปบนทางเดินแผ่นไม้สนสวีเดนที่ปูลาดเอียงนำขึ้นไปสู่ระเบียงด้านหน้าห้องรับประทานอาหารของบ้าน ซึ่งเปรียบเสมือนส่วนต้อนรับแขกแบบเอ๊าต์ดอร์ เพียงเท่านี้เราก็สัมผัสได้ถึงรูปแบบของบ้านไทยที่แฝงอยู่ในเนื้อหาและจิตวิญญาณของบ้านหลังนี้แล้ว แต่ไม่ใช่มีประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น เพราะรูปทรง สีสัน การใช้ที่ว่าง รวมถึงวัสดุและภาพลักษณ์ของตัวบ้านบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ายังมีผลผลิตทางความคิดอีกหลายอย่างที่รอให้เราค้นหาคำตอบ
ในที่สุดความสงสัยของเราก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อเราได้พบเจ้าของบ้าน สามีภรรยาท่าทางอารมณ์ดีที่เป็นสถาปนิกด้วยกันทั้งคู่ อาจารย์กวง -ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิจชัย จิตขจรวานิช อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคุณฝน-ดวงพร จิตขจรวานิช แน่นอนว่าทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความคิดในการสร้างบ้านหลังนี้
" เราเรียกบ้านหลังนี้ว่า บ้านข้าวปั้น ตามชื่อลูก แรกเริ่มเลยคิดว่าจะเอาตู้รถไฟ 2 ตู้มาวางเหลื่อมกัน แล้วทำระเบียงเชื่อมตรงกลาง แต่ปีนั้นการรถไฟได้ถวายตู้แด่สมเด็จพระราชินีเพื่อนำไปทำโครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ใต้ทะเล ให้เป็นที่อยู่ของปะการัง เราก็เลยอด ต้องหาอะไรแทน เลยย้อนกลับไปคิดถึงตู้คอนเทนเนอร์ เราไม่สามารถยกตู้รถไฟขึ้นเพื่อใช้พื้นที่ข้างล่าง แต่ตู้คอนเทนเนอร์สามารถวางยกพื้นเพื่อใช้พื้นที่ข้างล่างได้ บวกกับตอนที่เราไปทำงานวิจัย ได้เห็นบ้านไทยที่มีใต้ถุนสูง สามารถใช้ประโยชน์ทำกิจกรรมต่างๆได้ดี นอกจากนี้ยังนำภูมิปัญญาในบ้านไทยอย่างชานบ้านมาประยุกต์ใช้ด้วย "
บ้านหลังนี้จึงเป็นการผสมผสานทางความคิดระหว่างเรื่องแฟนตาซีสำหรับลูกกับการผนวกลักษณะพื้นถิ่นและพฤติกรรมการอยู่อาศัยของเจ้าของบ้าน สำหรับพื้นที่ใช้สอยแบ่งออกเป็นสองหลัง หลังแรก(บ้านสีเหลืองมะนาว)เป็นพื้นที่รับประทานอาหารและส่วนครัวที่เปิดโล่งเชื่อมถึงกัน มีการเจาะช่องเปิดรอบตัวบ้านให้ลมพัดผ่านได้ตลอด สำหรับหลังที่สอง(บ้านสีแสด)เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับพักผ่อนในตอนกลางคืน ประกอบด้วยส่วนนอน ส่วนชมโทรทัศน์ ส่วนอ่านหนังสือและสอนการบ้านลูก ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้สมาชิกในบ้านชอบที่จะนั่งหรือนอนกับพื้น และใช้พื้นที่แบบ "ไม่ตายตัว " ดังนั้นจึงใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลต่อการออกแบบหน้าต่างให้เป็นแบบบานกระทุ้งยาว เวลานั่งพื้นจะอยู่ในระดับที่รับลมพอดี
ระหว่างบ้านทั้งสองหลังมี " ชาน " เปิดโล่งแบบไทยเชื่อมอยู่ตรงกลาง โดยออกแบบขั้นบันไดให้มีระดับการก้าวขึ้นลงพอดีกับการนั่งในกรณีที่ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เราไม่แปลกใจเลยที่ตลอดการนั่งสนทนา ณ ที่นี้จะมีลมพัดผ่านให้รู้สึกสบายตัวและเพลิดเพลิน
ถึงแม้ความกว้างของบ้านจะมีขนาด 3 เมตร ( เป็นระยะที่ลงตัวสำหรับมาตรฐานโครงสร้างเหล็กที่ใช้ในบ้านหลังนี้ ) ฟังแล้วดูเหมือนว่าจะแคบ แต่ด้วยการออกแบบที่ใช้หลัก "ไม่ตายตัว" ทำให้รู้สึกว่าไม่คับแคบหรืออึดอัด ทั้งยังรองรับการใช้งานที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกันได้ดีอีกด้วย
"ในส่วนการทำงาน ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิกทั้งคู่ ผมจะออกแบบแปลน วางพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ส่วนฝนจะเป็นสไตลิสต์ กำหนดเรื่องสี การออกแบบหลังคาและรูปทรง รวมทั้งเรื่องวัสดุ จะให้บ้านเป็นแบบไหนเพื่อให้คนจำได้ตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้เบื้องต้น "
ภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในบ้านที่ปรากฏให้เห็น ดูเป็นงานที่รู้ได้ทันทีว่าจงใจ "เล่น" กับการออกแบบอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็ยังคงสาระสำคัญของความเป็นบ้านที่ต้องอยู่สบาย ตอบสนองความต้องการของเจ้าของได้อย่างลงตัว และทำให้เราคิดว่า บางครั้งการทำบ้านลักษณะกึ่งทดลองเช่นนี้อาจไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายการออกแบบเสมอไป
" ปัจจุบันเราย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ในอนาคตถ้าข้าวปั้นโตขึ้น อาจต่อเติมพื้นที่ใต้ถุนบ้านสีแสดให้เขาอยู่เป็นส่วนตัว ส่วนใต้ถุนหลังนี้ (บ้านสีเหลืองมะนาว) จะทำเป็นออฟฟิศ แต่ต้องรอมีงบอีกหน่อยครับ " อาจารย์กวงพูดปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม
ในที่สุดความสงสัยของเราก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อเราได้พบเจ้าของบ้าน สามีภรรยาท่าทางอารมณ์ดีที่เป็นสถาปนิกด้วยกันทั้งคู่ อาจารย์กวง -ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิจชัย จิตขจรวานิช อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคุณฝน-ดวงพร จิตขจรวานิช แน่นอนว่าทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความคิดในการสร้างบ้านหลังนี้
" เราเรียกบ้านหลังนี้ว่า บ้านข้าวปั้น ตามชื่อลูก แรกเริ่มเลยคิดว่าจะเอาตู้รถไฟ 2 ตู้มาวางเหลื่อมกัน แล้วทำระเบียงเชื่อมตรงกลาง แต่ปีนั้นการรถไฟได้ถวายตู้แด่สมเด็จพระราชินีเพื่อนำไปทำโครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ใต้ทะเล ให้เป็นที่อยู่ของปะการัง เราก็เลยอด ต้องหาอะไรแทน เลยย้อนกลับไปคิดถึงตู้คอนเทนเนอร์ เราไม่สามารถยกตู้รถไฟขึ้นเพื่อใช้พื้นที่ข้างล่าง แต่ตู้คอนเทนเนอร์สามารถวางยกพื้นเพื่อใช้พื้นที่ข้างล่างได้ บวกกับตอนที่เราไปทำงานวิจัย ได้เห็นบ้านไทยที่มีใต้ถุนสูง สามารถใช้ประโยชน์ทำกิจกรรมต่างๆได้ดี นอกจากนี้ยังนำภูมิปัญญาในบ้านไทยอย่างชานบ้านมาประยุกต์ใช้ด้วย "
บ้านหลังนี้จึงเป็นการผสมผสานทางความคิดระหว่างเรื่องแฟนตาซีสำหรับลูกกับการผนวกลักษณะพื้นถิ่นและพฤติกรรมการอยู่อาศัยของเจ้าของบ้าน สำหรับพื้นที่ใช้สอยแบ่งออกเป็นสองหลัง หลังแรก(บ้านสีเหลืองมะนาว)เป็นพื้นที่รับประทานอาหารและส่วนครัวที่เปิดโล่งเชื่อมถึงกัน มีการเจาะช่องเปิดรอบตัวบ้านให้ลมพัดผ่านได้ตลอด สำหรับหลังที่สอง(บ้านสีแสด)เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับพักผ่อนในตอนกลางคืน ประกอบด้วยส่วนนอน ส่วนชมโทรทัศน์ ส่วนอ่านหนังสือและสอนการบ้านลูก ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้สมาชิกในบ้านชอบที่จะนั่งหรือนอนกับพื้น และใช้พื้นที่แบบ "ไม่ตายตัว " ดังนั้นจึงใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลต่อการออกแบบหน้าต่างให้เป็นแบบบานกระทุ้งยาว เวลานั่งพื้นจะอยู่ในระดับที่รับลมพอดี
ระหว่างบ้านทั้งสองหลังมี " ชาน " เปิดโล่งแบบไทยเชื่อมอยู่ตรงกลาง โดยออกแบบขั้นบันไดให้มีระดับการก้าวขึ้นลงพอดีกับการนั่งในกรณีที่ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เราไม่แปลกใจเลยที่ตลอดการนั่งสนทนา ณ ที่นี้จะมีลมพัดผ่านให้รู้สึกสบายตัวและเพลิดเพลิน
ถึงแม้ความกว้างของบ้านจะมีขนาด 3 เมตร ( เป็นระยะที่ลงตัวสำหรับมาตรฐานโครงสร้างเหล็กที่ใช้ในบ้านหลังนี้ ) ฟังแล้วดูเหมือนว่าจะแคบ แต่ด้วยการออกแบบที่ใช้หลัก "ไม่ตายตัว" ทำให้รู้สึกว่าไม่คับแคบหรืออึดอัด ทั้งยังรองรับการใช้งานที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกันได้ดีอีกด้วย
"ในส่วนการทำงาน ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิกทั้งคู่ ผมจะออกแบบแปลน วางพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ส่วนฝนจะเป็นสไตลิสต์ กำหนดเรื่องสี การออกแบบหลังคาและรูปทรง รวมทั้งเรื่องวัสดุ จะให้บ้านเป็นแบบไหนเพื่อให้คนจำได้ตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้เบื้องต้น "
ภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในบ้านที่ปรากฏให้เห็น ดูเป็นงานที่รู้ได้ทันทีว่าจงใจ "เล่น" กับการออกแบบอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็ยังคงสาระสำคัญของความเป็นบ้านที่ต้องอยู่สบาย ตอบสนองความต้องการของเจ้าของได้อย่างลงตัว และทำให้เราคิดว่า บางครั้งการทำบ้านลักษณะกึ่งทดลองเช่นนี้อาจไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบายการออกแบบเสมอไป
" ปัจจุบันเราย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ในอนาคตถ้าข้าวปั้นโตขึ้น อาจต่อเติมพื้นที่ใต้ถุนบ้านสีแสดให้เขาอยู่เป็นส่วนตัว ส่วนใต้ถุนหลังนี้ (บ้านสีเหลืองมะนาว) จะทำเป็นออฟฟิศ แต่ต้องรอมีงบอีกหน่อยครับ " อาจารย์กวงพูดปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม















