พืชกินแมลง

baanlaesuan
พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง


หากพูดถึงพรรณไม้ยอดนิยมในท้องตลาดแล้วต้องยอมรับว่าพืชกินแมลงเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่เบียดมาอยู่ในอันดับต้นๆในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่จริงคนไทยรู้จักไม้กินแมลงมานานแล้วค่ะ หลายชนิดพบตามป่าดิบชื้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้แถบประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง



แต่หลายคนคงยังไม่ทราบว่าปัจจุบันเมืองไทยเป็นแหล่งปลูกเลี้ยงและผลิตลูกผสมของพืชกินแมลงที่ประสบความสำเร็จอีกแห่งหนึ่งในตลาดโลก ด้วยลักษณะรูปร่างและสีสันที่โดดเด่นทำให้มีผู้เริ่มสนใจปลูกเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก คอลัมน์ “คุยกับมืออาชีพ” ฉบับนี้จึงเชิญมืออาชีพสองท่านมาให้ข้อมูลการปลูกเลี้ยงไม้กินแมลงแบบที่มือใหม่ก็สามารถทำตามได้ไม่ยากค่ะ

รู้จักพืชกินแมลง
พืชกินแมลงส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่ในดินที่มีธาตุอาหารต่ำ หลายชนิดพบขึ้นในที่ชื้นแฉะและมีน้ำไหลเวียนพาเอาธาตุอาหารออกไปหมด จึงมีวิวัฒนาการเปลี่ยนใบเป็นกับดักล่อเหยื่อซึ่งส่วนใหญ่เป็นแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมงมุม หนอน แล้วย่อยสลายเพื่อนำธาตุอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโต สำหรับไม้กินแมลงที่นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับและจำหน่ายในท้องตลาดแยกประเภทง่าย ๆ ดังนี้

พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง

1. หม้อข้าวหม้อแกงลิง วงศ์ Nepenthaceae ได้แก่ สกุล Nepenthes ปลูกเลี้ยงง่ายที่สุด ปัจจุบันมีลูกผสมพันธุ์ไทยกับพันธุ์ต่างประเทศมากมาย ลักษณะเด่นคือใบเปลี่ยนรูปเป็นกระเปาะคล้ายแจกันหรือหม้อ และมีสารเหลวอยู่ภายในสำหรับดักแมลง

 พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง

2. ซาร์ราซีเนีย (American Pitcher Plant หรือ Trumpet Pitcher) ได้แก่ สกุล Sarracenia จุดเด่นคือใบเปลี่ยนรูปเป็นกรวยดักแมลงที่สวยงามสะดุดตา มีครีบเป็นแนวยาวจากปากเกือบถึงก้นกรวย ฝามีต่อมน้ำหวานนำทางให้แมลงไต่ลงไป

พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง

3. กาบหอยแครง (Venus Flytrap) สกุล Dionaea ใบของกาบหอยแครงแบ่งเป็นสองส่วนคือก้านใบยาวปลายหยักคล้ายหัวใจและใบจริงที่จะเปลี่ยนเป็นกับดักลักษณะคล้ายเปลือกหอยสองฝา มีฟันซี่แหลมรอบขอบใบ

พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง พืชกินแมลง - สวนสวย - พืชกินแมลง

4. หยาดน้ำค้าง สกุล Drosera ผิวใบปกคลุมด้วยขนเส้นเล็ก ๆ ส่วนปลายที่ต่อมขนาดเล็กสีแดงทำหน้าที่ผลิตเมือกเหนียวใสล่อให้เหยื่อมาติด แรงสั่นสะเทือนของเหยื่อจะกระตุ้นให้ใบค่อยๆม้วนรัดจนแน่น และปล่อยเอนไซม์มาย่อยสลายเหยื่อ ภาพที่ 5

การปลูกเลี้ยง
ในบรรดาพืชกินแมลงทั้งหมดที่กล่าวมา หม้อข้าวหม้อแกงลิง จัดเป็นพืชกินแมลงที่นิยมปลูกเลี้ยงมากที่สุดในเมืองไทย ซึ่งวิธีการปลูกเลี้ยงให้สวยงามนั้นควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

- แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก หม้อข้าวหม้อแกงลิงส่วนใหญ่ชอบแดดครึ่งวันจนถึงเต็มวัน (หากซื้อมาจากร้านต้นไม้ควรค่อย ๆปรับสภาพแสงในการปลูกเลี้ยง) หากปลูกในโรงเรือนควรพรางแสงสัก 50 เปอร์เซ็นต์ บางชนิดหากได้รับอากาศเย็นจะได้สีสวย

- การรดน้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้เครื่องปลูกแห้งเกินไป

- วัสดุปลูก ควรเลือกที่หาง่ายและราคาถูก สูตรวัสดุปลูกของสวนน้ำใสคือ กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว และทราย อัตราส่วน 2 : 1: 1 บางคนอาจใช้สแฟกนัมมอสส์หรือเพอร์ไลต์ ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่ดีแต่มีราคาแพง

- ปุ๋ย ให้ปุ๋ยละลายช้าแบบ 3 เดือน และเสริมด้วยปุ๋ยกล้วยไม้ ซึ่งเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำประมาณเดือนละครั้ง

- การขยายพันธุ์ ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่แยกหน่อมาปักชำ เพาะเมล็ด และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่มีดอกแยกเพศ ต้องนำเกสรตัวผู้และตัวเมียจากคนละต้นมาผสมกันให้ติดเมล็ด จึงทำให้เกิดลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ ๆมากมาย

Tips การดูแลไม้กินแมลงชนิดอื่นๆ
- ซาร์ราซีเนีย ชอบแสงแดดจัด ชอบความชื้นสูง หากความชื้นไม่เพียงพอปลายใบจะแห้งกรอบ จึงอาจหล่อน้ำที่ก้นกระถางช่วย นอกจากนี้ยังควรให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ระมัดระวังเชื้อรา โรครากเน่า โคนเน่า เพลี้ยไฟ ในช่วงฤดูหนาวต้นมักจะพักตัวทำให้ใบเสีย ให้ตัดใบออกให้หมดเพื่อให้ต้นแตกใบใหม่ วิธีสังเกตต้นที่มีอายุคือโคนต้นจะมีขนาดใหญ่

- กาบหอยแครง จัดเป็นพืชที่บอบบางมาก การปลูกเลี้ยงควรได้รับแดดอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ และหล่อน้ำก้นกระถาง ไม่ควรรดน้ำให้โดนกาบและนำหลบเข้าร่มในช่วงฤดูฝน เหมาะสำหรับปลูกเลี้ยงเป็นไม้กระถางประดับโต๊ะทำงาน

- หยาดน้ำค้าง ควรได้รับแสงอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับแสงไม่พียงพอ ต่อมที่ปลายขนจะไม่เป็นสีแดง และก้านใบยาว ควรวางกระถางในจานรองหล่อน้ำแทนการรดน้ำ เพื่อป้องกันน้ำชะล้างเมือกใสที่เกาะบนใบออกไป

ปัจจัยที่ทำให้หม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ออกหม้อ
“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงชอบสภาพร่มเหมือนเฟิน แต่ความจริงแล้วควรได้รับแสงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า ยกเว้นบางชนิดเช่น ไวกิ้ง หรือสายพันธุ์พื้นเมืองของไทยหากปลูกในบริเวณที่ได้รับแสง 100 เปอร์เซ็นต์จะทำให้หม้อมีสีสันสวยงามขึ้น ”

“ขาดปุ๋ย มักมีความเข้าใจว่าพืชชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่จริง ๆแล้วนอกจากปุ๋ยออสโมโค้ทและปุ๋ยกล้วยไม้แล้ว อาจเลือกใช้ปุ๋ยปลาเสริมซึ่งมีธาตุไนโตรเจนสูงจึงทำให้หม้อ (ซึ่งเป็นส่วนของใบ) มีสีสันสวยงาม”

“เครื่องปลูกเสื่อมสภาพ ประมาณ 1 ปีกาบมะพร้าวและขุยมะพร้าวจะย่อยสลาย จึงควรเปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่โดยผสมกับทรายที่มีในเครื่องปลูกเดิม”

Tips
-ควรเลือกซื้อหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีกระเป๋าหรือหม้อแล้ว ลักษณะต้นและใบสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลงปะปน ขนาดต้นได้สัดส่วนสวยงาม - -ส่วนของหม้อที่เราเห็นคือใบเปลี่ยนรูป ซึ่งเกิดจากเส้นกลางใบยืดยาวออกมาเป็นสายที่เรียกกันว่า “สายดิ่ง” โดยใบ 1 ใบจะมีเพียง 1 หม้อเท่านั้นและจะไม่เกิดหม้อใหม่หากหม้อเดิมแห้งลง

-ลักษณะหม้อมีด้วยกันสองแบบซึ่งจะเปลี่ยนตามอายุของพืชคือ หม้อล่าง (Lower pitcher) เกิดปลายใบใกล้กับพื้นดิน ส่วนใหญ่ปากหม้อหันเข้าหาสายดิ่ง อีกแบบคือหม้อบน (Upper pitcher) เกิดเมื่อพืชเติบโตเป็นเถาเลื้อยยาว สายดิ่งจะม้วนเป็นมือเกาะ หม้อยืดออกเป็นรูปกรวย ปากหันออกจากสายดิ่ง

- ปัจจุบันนิยมนำพืชกินแมลงมาประดับตกแต่งสวน โดยนำมาจัดร่วมกับพรรณไม้ชนิดอื่นในสไตล์สวนเมืองร้อน จัดเป็นสวนแนวตั้งแบบป่าดิบชื้น หรือเกาะตามคบไม้ก็ได้เช่นกัน

คุณฐิติพล ภัทรสุทธิ และคุณสุพัฒนา หาญวัฒนะชัย จากสวนน้ำใส เพาะเลี้ยงและจำหน่ายไม้กินแมลงโดยเฉพาะหม้อข้าวหม้อแกงลิงมานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตลูกผสมพืชกินแมลงออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ติดต่อสอบถาม : สวนน้ำใส ถนนบ้านแลง อำเภอเมืองฯ จังหวัดระยอง และจตุจักรโครงการ 3 ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี โทรศัพท์ 08-5388-5188, 08-9830-1513

เรื่อง: “วรัปศร”
ภาพ : สิทธิศักดิ์ น้ำคำ, คลังภาพบ้านและสวน



ใส่ความเห็น
  ซ่อนความคิดเห็น
ชื่อเล่น:
รหัสผ่าน:
  Remember me on this computer

ชื่อเรื่อง:
ส่งคำตอบเกี่ยวกับความเห็นของฉันมาที่อีเมล์
ส่งความเห็นใหม่เกี่ยวกับบทความนี้ให้ฉันทางอีเมล์