สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้น ถือเป็นอุปกรณ์ในการแก้ฮวงจุ้ย ที่เราคุ้นเคยกันดี
การแก้ไขฮวงจุ้ยที่เสีย ความจริงแล้วมีวิธีการหลากหลายด้วยกัน การใช้อุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น

      "อุปกรณ์เหล่านี้แก้ฮวงจุ้ยได้จริงหรือ..? "

      นี่เป็นคำถามที่ผมมักถูกถามอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆที่หันมาศึกษาวิชาฮวงจุ้ย เพราะหลายคนมองว่าดูไม่ค่อยจะมีเหตุผลสักเท่าไหร่ การใช้กระจกหัวสิงห์ (ยันต์โปวก่วย)อันเดียว สามารถแก้ไขได้สารพัดปัญหา เช่น แก้ถนนพุ่งชนบ้านได้ (ทางสามแพร่ง) แก้จั่วสามเหลี่ยม หรือเอาน้ำเต้ามาติดหน้าประตูที่ตรงกัน จะลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นกับคนสองห้องนั้นได้ อะไรทำนองนี้
      คนรุ่นใหม่ค่อนข้างจะรับไม่ได้ เพราะไม่มีรากฐานของความเป็นเหตุเป็นผลอยู่เลย แต่ถ้าเรามองคำอธิบายในตำราฮวงจุ้ยโบราณจะให้เหตุผลไว้ว่า กระจกหัวสิงห์หรือน้ำเต้า จะใช้เพื่อป้องกันวิญญาณร้ายได้ เพราะถนนที่พุ่งชน หรือประตูที่ตรงกันจะเป็นทางผ่านของวิญญาณที่จะมารบกวนคนในบ้านได้ คนที่ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ เรื่องผี ก็คงจะส่ายหัวอมยิ้มและนึกในใจว่า "งมงายไร้สาระ" มองคนที่พูดเป็นเต่าล้านปีไป
      ความจริงแล้วการนำอุปกรณ์แก้เคล็ดมาใช้นั้น ไม่ถึงกับไร้สาระหรือเชื่อไม่ได้เสียทีเดียว เพราะถ้าเรามองในเชิงของหลักจิตวิทยา ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีอย่างมาก เพราะอย่างน้อยทำให้คนมีความสบายใจมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองได้แก้ไขสิ่งไม่ดีแล้ว ต่อไปจะได้ไม่ต้องมากังวลกับเรื่องนั้นๆอีก เมื่อไม่มีความกังวลใดๆเกิดขึ้น ผลเสียต่อการดำเนินชีวิตก็จะน้อยลงไปด้วย
      แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการนำอุปกรณ์เหล่านี้มาแก้ฮวงจุ้ยก็คือ การสร้างความงงงายให้กับคนได้ เป็นการปลูกฝังให้คนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดช่องให้พวกที่ต้องการหากินกับวิชาฮวงจุ้ย ให้เข้ามาในระบบ โดยการเอาวิชาฮวงจุ้ยบังหน้าแต่จุดประสงค์หลักต้องการขายอุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยเหล่านี้มากกว่า พูดง่ายๆต้องการทำเป็นธุรกิจมากกว่าจะนำวิชาฮวงจุ้ยมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ


      ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง มีคนโทรมาเล่าให้ผมฟังว่า ได้เชิญซินแสท่านหนึ่ง ไปดูฮวงจุ้ยที่บ้าน ซึ่งราคาค่าดูก็ตกลงกันที่ 4,000 บาท ซึ่งเจ้าของบ้านก็รู้สึกดีใจ เพราะค่าดูไม่แพงเหมือนซินแสคนอื่นๆ แต่เมื่อไปวิเคราะห์จริงที่บ้าน ซินแสท่านนั้นก็แนะนำให้แก้ฮวงจุ้ยโดยการใช้อุปกรณ์ เช่น ลูกแก้ว กระดิ่ง กระจก น้ำเต้า ธงและผ้ายันต์ เจ้าของบ้านจะต้องควักเงินออกจากกระเป๋าอีก 7,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าอุปกรณ์ในการแก้ฮวงจุ้ยนั้น ความจริงซินแสเสนอให้แก้มากกว่านี้ แต่เจ้าของบ้านบอกเอาแค่แก้จุดใหญ่ๆก็พอ
       เจ้าของบ้านเล่าให้ผมฟังว่า ซินแสแนะนำให้ติดอุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยเกือบจะทุกจุดในบ้าน ทั้งข้างนอกข้างในจนบ้านจะกลายเป็นศาลเจ้ามากกว่าจะเป็นบ้านคน และที่สำคัญหลังจากติดไปแล้ว ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น (ไม่ดีขึ้น) กลับได้ยินเสียงบ่นจากคนในบ้านมากกว่า เพราะบ้านดูรกรุงรังไปหมด จนสุดท้ายก็ต้องเอาอุปกรณ์เหล่านั้นออก
      ซินแสบางคนทำกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยก็มี โดยการเปิดโรงแรมจัดอบรม แล้วขายอุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยหลากหลายชนิดบริเวณงาน มีสนมราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท เพื่อนผมคนหนึ่งไปร่วมงานนี้มาด้วย ไปซื้อน้ำตกสวนหินจำลองมาหนึ่งชุด ราคา 12,000 บาท เพื่อนำมาวางหน้าร้าน เรียกโชคลาภ ตามคำแนะนำของซินแสท่านนั้น อย่างนี้ก็มีนะครับ
      ผมไม่ได้แอนตี้หรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการนำอุปกรณ์เหล่านี้ มาแก้ฮวงจุ้ยหรอกนะครับ เพียงแต่ว่า การนำอุปกรณ์มาใช้จะต้องเหมาะสมกับปัญหามากกว่า อย่างกรณีการใช้ยันต์โปวก่วยหรือกระจกหัวสิงห์ ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตที่มักนำมาใช้กันอยู่เสมอ การนำมาใช้จะต้องเข้าใจว่า เป็นอุปกรณ์ในการแก้ทางจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่ใช่นำมาใช้แก้ไขได้ทุกเรื่อง เช่น ตรงข้ามบ้านเป็นวัด สุสาน หรือบ้านร้าง อย่างนี้ใช้กระจกหัวสิงห์ช่วยป้องกันภูตผีหรือวิญญาณร้ายที่จะมารกกวนได้ ไม่ผิดกติกาใดๆ
      แต่ประเภทที่เอากระจกหัวสิงห์ไปแก้อย่างอื่น เช่น จั่วสามเหลี่ยมที่อยู่ตรงข้าม
      หรือเสาไฟฟ้าแรงสูง ผมว่ามันไม่ค่อยจะถูกเรื่องสักเท่าไหร่ หรือการเอาน้ำเต้ามาติดหน้าประตูห้องนอนที่ตรงกัน ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะน้ำเต้าเป็นของแก้ทางจิตวิญญาณเหมือนกัน ห้องนอน เป็นเรื่องของคนเป็น ไม่ใช่คนตาย ยกเว้นห้องที่ตรงกันมีคนตาย หรือเป็นห้องร้าง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
      สมัยก่อนอุปกรณ์เหล่านี้ จะนิยมมากเพราะอิทธิพลเรื่องเกี่ยวกับภูตผี วิญญาณจะมีมาก เพราะสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่จะอิงกับธรรมชาติมาก เป็นป่าเขาลำเนาไพร คนจะอยู่กับธรรมชาติมากกว่า สมัยนี้สภาพแวดล้อมจะเต็มไปด้วยป่าคอนกรีต สภาวะที่จะก่อให้เกิดเรื่องผี วิญญาณ จึงมีน้อยหรือไม่มีเลย วิธีแก้ฮวงจุ้ยสมัยใหม่จึงไม่นิยมใช้อุปกรณ์ในแบบเดิมๆ อีกแล้ว


      สิ่งที่จะต้องระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์ในการแก้ฮวงจุ้ยก็คือ อย่าให้มีผลกระทบต่อผู้อื่น เรื่องนี้ผมได้เจอมาเยอะมาก ประเภทติดยันต์ติดกระจกไว้หน้าบ้าน บ้านตรงข้ามก็ไม่พอใจไปหาอุปกรณ์มาแก้กลับ แก้กันไปแก้กันมา จนกลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท บางรายถึงกับยิงกันตายก็มี โดยเฉพาะพวกที่ทำการค้า ประเภทตึกหรือห้องแถว ซึ่งผลกระทบจะเป็นเรื่องของการค้าขาย ไม่ใช่กระทบแค่บุคคลเหมือนกับบ้านอยู่อาศัย บางครั้งจึงยอมกันไม่ได้
      การแก้ฮวงจุ้ยความจริงแล้ว มีอยู่หลากหลายวิธีไม่จำเป็นว่า จะต้องพึ่งแค่อุปกรณ์แก้เคล็ดเพียงอย่างเดียว ในทางฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ชัดเจนว่า การแก้ฮวงจุ้ยมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน คือ หลีกหนี, หักเห, ปรับเป็นพวกเดียวกัน, สลายพลัง และต่อสู้ป้องกัน อาจจะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งมาใช้ก็ได้ การใช้อุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการป้องกันมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นนามธรรม แต่ถ้าเป็นรูปธรรมการแก้ไขอาจไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆเลยก็ได้
      กรณีบ้านตรงทางสามแพร่ง อาจไม่จำเป็นจะต้องแก้โดยการติดกระจกหัวสิงห์ไว้หน้าบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ใช้วิธีปลูกต้นไม้ใหญ่บังทาง หรือย้ายตัวบ้านหลบทางที่พุ่งชน (กรณีที่มีพื้นที่กว้าง) ก็สามารถแก้ไขได้เช่นเดียวกัน บางครั้งได้ผลดีมากกว่าเสียอีก ผมเคยเจอบ้านที่อยู่ตรงทางสามแพร่ง แล้วถูกรถสิบล้อพุ่งชนทั้งๆที่ติดกระจกหัวสิงห์อยู่หน้าประตู บ้านนั้นเสียหายอย่างหนัก อีกบ้านหนึ่งอยู่ตรงทางสามแพร่งเหมือนกัน ถูกรถสิบล้อพุ่งชนเหมือนกัน แต่บ้านหลังนั้นปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้หน้าบ้านตรงกับทาง ปรากฎว่า ต้นไม้เสียหาย แต่ตัวบ้านไม่เป็นอะไร
      ผมเองไม่อยากได้ยินคนพูดว่า "ติดกระจกแล้วไม่เห็นได้ผลเลย สงสัยวิชาฮวงจุ้ยก็จะเป็นศาสตร์ที่เชื่อถือไม่ได้" ผมฟังแล้วรู้สึกสะอึกทุกที เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ศาสตร์ฮวงจุ้ยมีประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน ถ้ารู้จักนำไปใช้ให้ถูกจะเกิดประโยชน์มหาศาลต่อตัวเราเองและผู้อื่น
      เพราะฉะนั้น การจะนำอุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ยไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ จะต้องใช้วิจารณญาณในการนำมาใช้ด้วย ผู้แนะนำ (ซินแส) เอง ก็อย่าพยายามสร้างภาพว่า อุปกรณ์แก้ฮวงจุ้ย สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง เป็นเสมือนยาสารพัดประโยชน์รักษาได้ทุกโรค เพราะนอกจากจะทำให้คนหลงผิดแล้ว ยังสร้างความเสื่อมศรัทธาในวิชาฮวงจุ้ยได้อีกด้วย?