ศาสตร์ฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์แห่งความเชื่อในพลังของธรรมชาติ ที่เราๆท่านๆสามารถพิสูจน์ได้ว่า ในธรรมชาตินั้นมีพลังที่ดี (พลังชี่) และพลังร้าย (ซาชี่) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และแน่นอนก็ต้องรวมไปถึงตัวบุคคลด้วยตลอดเวลา
โดยความหมายของคำว่า ฮวง นั้น มีความหมายตรงตัวว่า ลม ซึ่งหมายถึงอากาศที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ หรืออากาศที่เราหายใจ เป็นการเคลื่อนไหว เป็นตัวกลางของการดำรงชีวิต ถ้าเราไม่มีอากาศที่จะหายใจ ชีวิตก็คงจะดำรงอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ลมที่ดีย่อมจะต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นั่นหมายความว่าในบรรยากาศที่บริสุทธิ์และปลอดโปร่ง ไม่ว่าเราจะเข้าไปในสถานที่แห่งใดก็ตาม เมื่อกระทบกับร่างกายแล้ว จะรู้สึกเย็นสบาย ไม่อึดอัดและอับทึบ แม้ว่าในสภาพนั้นจะถูกปิดทิ้งเอาไว้นานแล้วก็ตาม ผลที่ติดตามมาก็คือ ความลื่นไหลของธุรกิจ การเงิน โชคลาภหน้าที่การงาน ความสำเร็จ
แต่หากเข้าไปในสถานที่ใดก็ตาม รู้สึกอึดอัดและอับทึบรวมทั้งมีแต่ความมืดมัว ไม่ต้องพูดถึงขั้นที่ว่าบรรยากาศน่ากลัวแบบหนังเขย่าขวัญหรอกค่ะ เพียงแค่สัมผัสแรกที่รู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยสะดวกแล้ว ผลที่จะติดตามมา คืออุปสรรคขัดขวาง ไม่คล่องตัว ส่งผลร้ายให้โทษ ย่อมนำมาแต่ความล้มเหลว และความไม่สมหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรือชีวิตครอบครัว
ส่วนคำว่า จุ้ย นั้น ในความหมายตรงตัวแปลว่า น้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่น มีชีวิตชีวา ความกระชุ่มกระชวย เหมือนเราเห็นหน้าใครสักคนที่ดูแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า แล้วเราก็พลอยแจ่มใสไปด้วย น้ำ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ว่าในส่วนของร่างกายก็มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ แม้ในส่วนของการบริโภคเอง น้ำก็เป็นปัจจัยอันสำคัญอันจะขาดเสียมิได้ และแน่นอน ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนด้วย
น้ำ ในอีกสัญลักษณ์หนึ่งของคนจีนก็คือ เงิน หรือการนำมาซึ่งเงิน อันเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหาเพื่อการดำรงอยู่ ดังนั้น ถ้าหากน้ำในส่วนที่แวดล้อมของเราสกปรกเน่าเหม็น หรือขุ่นมัว เช่นน้ำในบ่อเลี้ยงปลา น้ำในสระหน้าบ้าน เป็นต้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเงินของเราเริ่มติดขัดแล้ว เงินที่ได้มาจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก เกิดอุปสรรคขัดขวาง และในบางครั้งยังอาจได้มาด้วยความไม่โปร่งใสนัก อันจะเป็นตัวนำให้เกิดผลร้ายติดตามมา เช่น คดีความ การถูกฟ้องร้อง เป็นต้น
สิ่งหนึ่งซึ่งเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆก็คือ ลมและน้ำเคลื่อนไหวได้ก็เพราะแรงดึงดูดของโลก อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ก็ควรอยู่ในขอบเขตอันจำกัดที่พอดี อะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ย่อมมีผลเสียติดตามมาอย่างแน่นอนค่ะ เพราะถ้าลมและน้ำมากเกินไปก็อาจจะนำความเสียหายมาสู่มวลมนุษย์ได้ เช่น อุทกภัย หรือวาตภัย อันเป็นภัยที่เกินความพอดีของธรรมชาติ และนอกเหนือกฏเกณฑ์ที่มนุษย์จะควบคุมได้
ในแง่ปรัชญาของศาสตร์ ฮวงจุ้ย ถือกำเนิดมาจากคัมภีร์ อี้จิง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้ และถือว่าความสมดุลย์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีของสองสิ่งมาอยู่ร่วมกัน ในลักษณะตรงกันข้าม ชีวิตหรือโลกจึงจะดำรงอยู่ได้ และเมื่อมี สองสิ่ง มาอยู่ร่วมกันแล้ว ชีวิตจึงจะก่อเกิดได้ คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากคำว่า อี้จิง โดยใช้สัญลักษณ์ของความสมดุล นั่นคือ ปลาดำและปลาขาว เป็นตัวแทน เช่น มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีดำก็ต้องมีขาว มีชายก็ต้องมีหญิง มีพระอาทิตย์ก็ต้องมีพระจันทร์ มีร้อนก็ต้องมีเย็น เป็นการอาศัยสิ่งที่ตรงกันข้ามมาร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อรักษาสมดุลซึ่งกันและกันเอาไว้ค่ะ
โดยใช้สัญลักษณ์ที่เป็นเส้นทึบ ___ แทนเพศชายหรือหยาง ส่วนเส้นประ _ _ แทนหยิน เรียกว่า เอกลักษณ์ และเมื่อนำเส้นทั้งสองมารวมกันเรียกว่า ทวิลักษณ์ เมื่อรวมเส้นทั้งสามก็จะกลายเป็น ตรีลักษณ์ ดังที่เราเห็นในภาพของ ยันต์แปดทิศ นั่นเอง เมื่อวางสลับเส้นกันไปมา จะได้ถึง 64 เส้น ทั้งสามเส้นของแต่ละชุดจะมีคำทำนายของคัมภีร์ อี้จิง นี้ไว้ด้วย คล้ายๆการเสี่ยงเซียมซีทั่วๆไปแต่จำนวนมากกว่า
การนำสัญลักษณ์ของทิศทั้งแปดมาวางบนกระจก 8 เหลี่ยม โดยมีรูปปลาขาวและปลาดำอยู่ตรงกลาง ถือเป็นยันตร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เมื่อนำไปติดแล้วเชื่อกันว่าจะสามารถคุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุเภทภัยให้กับตนเองและครอบครัวได้ แต่การติดต้องทำพิธีให้ถูกต้องจึงจะศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเรามักเห็นอยู่เสมอที่หน้าบ้านคนจีน ที่อยู่หัวมุมหรือตรงกับทางสามแพร่ง นัยว่าช่วยสลายพลังร้ายที่เชื่อกันว่ามีอยู่หรือแอบแฝงอยู่ ณ บริเวณนั้นให้หมดสิ้นไปได้
เรื่องของฮวงจุ้ยที่เรานำมาใช้กันในยุคปัจจุบันก็คือ การดึงเอาพลังที่ดีของธรรมชาติมาใช้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของลมกับน้ำที่เรากล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เรายังนำมาใช้กับการเสาะแสวงชัยภูมิ หรือพื้นที่ที่จะเหมาะแก่การปลูกบ้านอยู่อาศัย อันเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างครอบครัว หรือแหล่งพักพิงที่สามารถให้ความอบอุ่นและร่มเย็นเป็นสุขให้กับทุกชีวิตที่อยู่ชายคาเดียวกันด้วยค่ะ
โดยความหมายของคำว่า ฮวง นั้น มีความหมายตรงตัวว่า ลม ซึ่งหมายถึงอากาศที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ หรืออากาศที่เราหายใจ เป็นการเคลื่อนไหว เป็นตัวกลางของการดำรงชีวิต ถ้าเราไม่มีอากาศที่จะหายใจ ชีวิตก็คงจะดำรงอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ลมที่ดีย่อมจะต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นั่นหมายความว่าในบรรยากาศที่บริสุทธิ์และปลอดโปร่ง ไม่ว่าเราจะเข้าไปในสถานที่แห่งใดก็ตาม เมื่อกระทบกับร่างกายแล้ว จะรู้สึกเย็นสบาย ไม่อึดอัดและอับทึบ แม้ว่าในสภาพนั้นจะถูกปิดทิ้งเอาไว้นานแล้วก็ตาม ผลที่ติดตามมาก็คือ ความลื่นไหลของธุรกิจ การเงิน โชคลาภหน้าที่การงาน ความสำเร็จ
แต่หากเข้าไปในสถานที่ใดก็ตาม รู้สึกอึดอัดและอับทึบรวมทั้งมีแต่ความมืดมัว ไม่ต้องพูดถึงขั้นที่ว่าบรรยากาศน่ากลัวแบบหนังเขย่าขวัญหรอกค่ะ เพียงแค่สัมผัสแรกที่รู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยสะดวกแล้ว ผลที่จะติดตามมา คืออุปสรรคขัดขวาง ไม่คล่องตัว ส่งผลร้ายให้โทษ ย่อมนำมาแต่ความล้มเหลว และความไม่สมหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรือชีวิตครอบครัว
ส่วนคำว่า จุ้ย นั้น ในความหมายตรงตัวแปลว่า น้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่น มีชีวิตชีวา ความกระชุ่มกระชวย เหมือนเราเห็นหน้าใครสักคนที่ดูแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า แล้วเราก็พลอยแจ่มใสไปด้วย น้ำ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ว่าในส่วนของร่างกายก็มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ แม้ในส่วนของการบริโภคเอง น้ำก็เป็นปัจจัยอันสำคัญอันจะขาดเสียมิได้ และแน่นอน ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนด้วย
น้ำ ในอีกสัญลักษณ์หนึ่งของคนจีนก็คือ เงิน หรือการนำมาซึ่งเงิน อันเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหาเพื่อการดำรงอยู่ ดังนั้น ถ้าหากน้ำในส่วนที่แวดล้อมของเราสกปรกเน่าเหม็น หรือขุ่นมัว เช่นน้ำในบ่อเลี้ยงปลา น้ำในสระหน้าบ้าน เป็นต้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเงินของเราเริ่มติดขัดแล้ว เงินที่ได้มาจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก เกิดอุปสรรคขัดขวาง และในบางครั้งยังอาจได้มาด้วยความไม่โปร่งใสนัก อันจะเป็นตัวนำให้เกิดผลร้ายติดตามมา เช่น คดีความ การถูกฟ้องร้อง เป็นต้นสิ่งหนึ่งซึ่งเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆก็คือ ลมและน้ำเคลื่อนไหวได้ก็เพราะแรงดึงดูดของโลก อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ก็ควรอยู่ในขอบเขตอันจำกัดที่พอดี อะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ย่อมมีผลเสียติดตามมาอย่างแน่นอนค่ะ เพราะถ้าลมและน้ำมากเกินไปก็อาจจะนำความเสียหายมาสู่มวลมนุษย์ได้ เช่น อุทกภัย หรือวาตภัย อันเป็นภัยที่เกินความพอดีของธรรมชาติ และนอกเหนือกฏเกณฑ์ที่มนุษย์จะควบคุมได้
ในแง่ปรัชญาของศาสตร์ ฮวงจุ้ย ถือกำเนิดมาจากคัมภีร์ อี้จิง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้ และถือว่าความสมดุลย์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีของสองสิ่งมาอยู่ร่วมกัน ในลักษณะตรงกันข้าม ชีวิตหรือโลกจึงจะดำรงอยู่ได้ และเมื่อมี สองสิ่ง มาอยู่ร่วมกันแล้ว ชีวิตจึงจะก่อเกิดได้ คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากคำว่า อี้จิง โดยใช้สัญลักษณ์ของความสมดุล นั่นคือ ปลาดำและปลาขาว เป็นตัวแทน เช่น มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีดำก็ต้องมีขาว มีชายก็ต้องมีหญิง มีพระอาทิตย์ก็ต้องมีพระจันทร์ มีร้อนก็ต้องมีเย็น เป็นการอาศัยสิ่งที่ตรงกันข้ามมาร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อรักษาสมดุลซึ่งกันและกันเอาไว้ค่ะ
โดยใช้สัญลักษณ์ที่เป็นเส้นทึบ ___ แทนเพศชายหรือหยาง ส่วนเส้นประ _ _ แทนหยิน เรียกว่า เอกลักษณ์ และเมื่อนำเส้นทั้งสองมารวมกันเรียกว่า ทวิลักษณ์ เมื่อรวมเส้นทั้งสามก็จะกลายเป็น ตรีลักษณ์ ดังที่เราเห็นในภาพของ ยันต์แปดทิศ นั่นเอง เมื่อวางสลับเส้นกันไปมา จะได้ถึง 64 เส้น ทั้งสามเส้นของแต่ละชุดจะมีคำทำนายของคัมภีร์ อี้จิง นี้ไว้ด้วย คล้ายๆการเสี่ยงเซียมซีทั่วๆไปแต่จำนวนมากกว่า
การนำสัญลักษณ์ของทิศทั้งแปดมาวางบนกระจก 8 เหลี่ยม โดยมีรูปปลาขาวและปลาดำอยู่ตรงกลาง ถือเป็นยันตร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เมื่อนำไปติดแล้วเชื่อกันว่าจะสามารถคุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุเภทภัยให้กับตนเองและครอบครัวได้ แต่การติดต้องทำพิธีให้ถูกต้องจึงจะศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเรามักเห็นอยู่เสมอที่หน้าบ้านคนจีน ที่อยู่หัวมุมหรือตรงกับทางสามแพร่ง นัยว่าช่วยสลายพลังร้ายที่เชื่อกันว่ามีอยู่หรือแอบแฝงอยู่ ณ บริเวณนั้นให้หมดสิ้นไปได้เรื่องของฮวงจุ้ยที่เรานำมาใช้กันในยุคปัจจุบันก็คือ การดึงเอาพลังที่ดีของธรรมชาติมาใช้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของลมกับน้ำที่เรากล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เรายังนำมาใช้กับการเสาะแสวงชัยภูมิ หรือพื้นที่ที่จะเหมาะแก่การปลูกบ้านอยู่อาศัย อันเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างครอบครัว หรือแหล่งพักพิงที่สามารถให้ความอบอุ่นและร่มเย็นเป็นสุขให้กับทุกชีวิตที่อยู่ชายคาเดียวกันด้วยค่ะ
การพิจารณาพื้นที่หรือชัยภูมิ
ทำเลแห่งความเจริญก้าวหน้า
พื้นดิน ควรมีต้นไม้เจริญงอกงามอันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตคะ ถึงจะดูรกไปบ้าง แต่ก็แสดงถึงพื้นดินที่เหมาะแก่การเจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะมองในแง่ของการเกษตร หรือการเข้าอยู่อาศัย
ทำเลนำโชค
พื้นที่ที่เรียกกันว่า ทำเลนำโชค คือ ด้านหลังมีเต่าดำ ขวามีเสือขาว ซ้ายมีมังกรเขียว ข้างหน้ามีสายน้ำและหงส์แดง ถ้าจะเปรียบเทียบกับสมัยนี้ ก็คงไปหาสถานที่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีป่าเขาลำเนาไพรที่จะมาเป็นตัวแทนเต่าดำ มังกรเขียว หรือเสือขาวได้ และถ้าสามารถจะหาได้จริงๆ ก็เห็นจะมีแต่เศรษฐีที่ร่ำรวยหลายพันหลายหมื่นล้านเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครองได้ เราจึงแทนเต่าดำ เสือขาว และมังกรเขียวด้วยตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ส่วนสายน้ำนั้นอาจจะเป็นสายน้ำธรรมชาติ หรือขุดขึ้นมาก็ได้คะ และในขณะเดียวกันอาจใช้ถนนแทนสายน้ำก็ได้ เพราะถนนเป็นเส้นทางสัญจรที่นำโชคลาภมาให้เช่นเดียวกับสายน้ำ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างขวาง ข้างหน้าจะมีหงส์แดง หรือเนินเล็กๆก็สามารถสร้างได้เช่นกัน แต่ถ้าบริเวณข้างหน้าแคบ ถ้าไปทำเข้า เกิดบังประตูบ้าน ก็เท่ากับไปบดบังโชคลาภ แทนที่จะดีกลับกลายเป็นเสีย โชคลาภก็หดหาย ไม่มีทางเข้า เพราะถูกบดบังไว้หมด
ทำเลต้องห้าม
พื้นที่แตกระแหง
พื้นที่ที่แตกระแหงมีแต่อิฐ หิน ดินแข็ง หรือกรวดทราย ยิ่งถ้าไม่มีต้นไม้ขึ้นอยู่เลย นั่นแสดงว่า เป็นพื้นที่เสื่อมสภาพ หมดความอุดมสมบูรณ์แล้ว ไม่ควรเลือกซื้อ ยิ่งถ้าจะคิดซื้อไว้เพื่อทำการเกษตรยามสูงอายุด้วยยิ่งไม่สมควร เพราะไม่คุ้มค่าเงินที่จะต้องปรับปรุงเพื่อพัฒนาพื้นดิน อย่างน้อยแม้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ก็ควรมีต้นหญ้าขึ้นบ้างก็ยังดีคะ
พื้นที่แฉะตลอดปี
พื้นที่ที่แฉะเกินไปและเป็นอยู่ชั่วนาตาปี นั่นแสดงว่ามี ตาน้ำ อยู่ข้างใต้ ถ้าซื้อบริเวณกว้างมากพอที่จะปลูกบ้านในมุมอื่นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อแล้วกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกบังคับว่าจะต้องปลูกบ้าน ทับตาน้ำ แล้วละก็ ไม่สมควรซื้ออย่างยิ่งเพราะเท่ากับว่าปลูกบ้าน คร่อมตาน้ำ โอกาสที่บ้านจะทรุดหรือพังเพราะถูกกระแสแรงดันของน้ำนั้นมีสูงมากคะ อีกประการหนึ่ง การที่เสาเข็มหรือเสาบ้านแช่อยู่ในน้ำ ก็จะทำให้คนในบ้านป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับขา กระดูก ข้อเท้า เอ็น และเข่าได้ง่าย เพราะได้อิทธิพลของเสาบ้านที่แช่อยู่ในน้ำนั่นเอง
พื้นที่ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง
พื้นที่ด้านหน้าไม่ควรสูงกว่าพื้นที่ด้านหลัง เพราะเท่ากับบดบังโชคลาภที่จะเข้ามาไม่ให้เข้ามาได้โดยง่าย ในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู มีบ้านทรวดทรงแปลกๆเล่นระดับกันให้วุ่นวาย และบางทีเด็กก็ได้อยู่ห้องที่สูงกว่าพ่อแม่ เลยไปช่วยส่งเสริมให้เด็กกลายเป็นลูกบังเกิดเกล้าไปในที่สุด ขณะที่ยุคสมัยเองก็นิยมความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยไปคล้องจองกัน ทำให้เด็กขาดความนับถือในตัวผู้ใหญ่ บางคนแทบจะเห็นพ่อแม่เป็นเพื่อนเล่นไปเลย ได้ทั้งจากอิทธิพลของสังคมและตัวบ้านส่งเสริมกันใหญ่
พื้นที่เป็นแอ่งเป็นหลุม
พื้นที่ตรงกลางไม่ควรเป็นหลุม หรือเป็นแอ่ง หรือเป็นบ่อน้ำเก่าร้างมาแล้ว เนื่องจากจะกลายเป็นที่ทิ้งขยะมูลฝอยหรือของสกปรกลงไป หรือพื้นที่สาธารณะที่เดิมเคยเป็นห้วย หนอง คลอง บึง เมื่อเราไปปลูกอาคารบ้านเรือนทับก็เท่ากับว่า ปลูกทับแอ่งน้ำร้าง หรือปลูกทับของสกปรกเน่าเหม็น เมื่อเข้าไปอยู่อาศัยชีวิตก็มีวันแต่จะร่วงโรย ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น ข้อสำคัญที่พบเสมอก็คือ มีอาการป่วยโดยไม่รู้สาเหตุหรือถูกคุกคามทางด้านจิตใจเสมอคะ
พื้นที่ตรงทางสามแพร่ง
ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นทางสามแพร่ง หรือมีถนนพุ่งตรงมาและวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน พลังที่พุ่งเข้ามาอันเป็นพลังพิฆาต หรือพลังสังหาร จะเกิดเลือดตกยางออกได้โดยง่าย เช่น เกิดอุบัติเหตุรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง
ปลูกบ้านโดดเดี่ยวเดียวดาย
ไม่ควรปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีบ้านซ้ายขวาหน้าหลังอยู่เลย ทำให้ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีคนช่วยเหลือ เวลามีปัญหาต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตนเอง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ถ้ามองในแง่ภูมิศาสตร์ เวลาเกิดลมพายุ ก็จะถูกกระแสลมพัดจนไม่อาจด้านทานได้คะ
พื้นที่มีประวัติ
พื้นที่เดิมที่เป็นที่เจ้าของหวง เช่น มรดกตกทอดที่เจ้าของดั้งเดิมยังคงยึดติดในความเป็นเจ้าของอยู่ และมาหลอกหลอนจนต้องขายต่อมาหลายเจ้าของ จึงควรสืบประวัติให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าไปเห็นแก่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพียงอย่างเดียวนะคะ
พื้นที่ที่เคยเป็น วัดร้าง เมรุเก่า สุสานเก่า โรงฆ่าสัตว์ ที่ที่เคยมีคนตายโหงมาก่อน หรือพื้นที่ที่เคยเป็นกองขยะทิ้งสิ่งปฏิกูลมาก่อน นอกจากความสกปรกของพื้นที่แล้ว วิญญาณที่ยังคงอาฆาตจองเวรโหยหาผู้มาช่วยชีวิต อาจหลงเหลือวนเวียนคอยหลอกหลอน หรือให้ร้ายให้โทษได้เช่นกัน เช่น เจ็บป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน หรือตายในลักษณะที่ไม่ใช่อย่างคนที่ตายปกติธรรมดา
พื้นที่ที่เคยเป็นสวนเกษตร แต่ยังมิได้หักร้างเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ให้หมดไป เมื่อเราไปปลูกบ้านคร่อมทับก็เท่ากับว่า ทับซากของตอไม้ รากไม้ที่ผุพังเข้าไปด้วย ทั้งนี้รวมไปถึงก้อนหินน้อยใหญ่ที่ทับถมอยู่ในดินด้วย ก่อนปลูกสร้างก็ควรหักร้างถางพงให้หมดเสียก่อน จะได้ไม่เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยภายหลังนะคะ
| ทำเลแห่งความเจริญก้าวหน้า | |
| ทำเลนำโชค | |
| ทำเลต้องห้าม |
พื้นดิน ควรมีต้นไม้เจริญงอกงามอันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตคะ ถึงจะดูรกไปบ้าง แต่ก็แสดงถึงพื้นดินที่เหมาะแก่การเจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะมองในแง่ของการเกษตร หรือการเข้าอยู่อาศัย
พื้นที่ที่เรียกกันว่า ทำเลนำโชค คือ ด้านหลังมีเต่าดำ ขวามีเสือขาว ซ้ายมีมังกรเขียว ข้างหน้ามีสายน้ำและหงส์แดง ถ้าจะเปรียบเทียบกับสมัยนี้ ก็คงไปหาสถานที่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีป่าเขาลำเนาไพรที่จะมาเป็นตัวแทนเต่าดำ มังกรเขียว หรือเสือขาวได้ และถ้าสามารถจะหาได้จริงๆ ก็เห็นจะมีแต่เศรษฐีที่ร่ำรวยหลายพันหลายหมื่นล้านเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครองได้ เราจึงแทนเต่าดำ เสือขาว และมังกรเขียวด้วยตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ส่วนสายน้ำนั้นอาจจะเป็นสายน้ำธรรมชาติ หรือขุดขึ้นมาก็ได้คะ และในขณะเดียวกันอาจใช้ถนนแทนสายน้ำก็ได้ เพราะถนนเป็นเส้นทางสัญจรที่นำโชคลาภมาให้เช่นเดียวกับสายน้ำ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างขวาง ข้างหน้าจะมีหงส์แดง หรือเนินเล็กๆก็สามารถสร้างได้เช่นกัน แต่ถ้าบริเวณข้างหน้าแคบ ถ้าไปทำเข้า เกิดบังประตูบ้าน ก็เท่ากับไปบดบังโชคลาภ แทนที่จะดีกลับกลายเป็นเสีย โชคลาภก็หดหาย ไม่มีทางเข้า เพราะถูกบดบังไว้หมดพื้นที่แตกระแหง
พื้นที่ที่แตกระแหงมีแต่อิฐ หิน ดินแข็ง หรือกรวดทราย ยิ่งถ้าไม่มีต้นไม้ขึ้นอยู่เลย นั่นแสดงว่า เป็นพื้นที่เสื่อมสภาพ หมดความอุดมสมบูรณ์แล้ว ไม่ควรเลือกซื้อ ยิ่งถ้าจะคิดซื้อไว้เพื่อทำการเกษตรยามสูงอายุด้วยยิ่งไม่สมควร เพราะไม่คุ้มค่าเงินที่จะต้องปรับปรุงเพื่อพัฒนาพื้นดิน อย่างน้อยแม้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ก็ควรมีต้นหญ้าขึ้นบ้างก็ยังดีคะพื้นที่แฉะตลอดปี
พื้นที่ที่แฉะเกินไปและเป็นอยู่ชั่วนาตาปี นั่นแสดงว่ามี ตาน้ำ อยู่ข้างใต้ ถ้าซื้อบริเวณกว้างมากพอที่จะปลูกบ้านในมุมอื่นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อแล้วกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกบังคับว่าจะต้องปลูกบ้าน ทับตาน้ำ แล้วละก็ ไม่สมควรซื้ออย่างยิ่งเพราะเท่ากับว่าปลูกบ้าน คร่อมตาน้ำ โอกาสที่บ้านจะทรุดหรือพังเพราะถูกกระแสแรงดันของน้ำนั้นมีสูงมากคะ อีกประการหนึ่ง การที่เสาเข็มหรือเสาบ้านแช่อยู่ในน้ำ ก็จะทำให้คนในบ้านป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับขา กระดูก ข้อเท้า เอ็น และเข่าได้ง่าย เพราะได้อิทธิพลของเสาบ้านที่แช่อยู่ในน้ำนั่นเองพื้นที่ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง
พื้นที่ด้านหน้าไม่ควรสูงกว่าพื้นที่ด้านหลัง เพราะเท่ากับบดบังโชคลาภที่จะเข้ามาไม่ให้เข้ามาได้โดยง่าย ในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู มีบ้านทรวดทรงแปลกๆเล่นระดับกันให้วุ่นวาย และบางทีเด็กก็ได้อยู่ห้องที่สูงกว่าพ่อแม่ เลยไปช่วยส่งเสริมให้เด็กกลายเป็นลูกบังเกิดเกล้าไปในที่สุด ขณะที่ยุคสมัยเองก็นิยมความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยไปคล้องจองกัน ทำให้เด็กขาดความนับถือในตัวผู้ใหญ่ บางคนแทบจะเห็นพ่อแม่เป็นเพื่อนเล่นไปเลย ได้ทั้งจากอิทธิพลของสังคมและตัวบ้านส่งเสริมกันใหญ่ พื้นที่เป็นแอ่งเป็นหลุม
พื้นที่ตรงกลางไม่ควรเป็นหลุม หรือเป็นแอ่ง หรือเป็นบ่อน้ำเก่าร้างมาแล้ว เนื่องจากจะกลายเป็นที่ทิ้งขยะมูลฝอยหรือของสกปรกลงไป หรือพื้นที่สาธารณะที่เดิมเคยเป็นห้วย หนอง คลอง บึง เมื่อเราไปปลูกอาคารบ้านเรือนทับก็เท่ากับว่า ปลูกทับแอ่งน้ำร้าง หรือปลูกทับของสกปรกเน่าเหม็น เมื่อเข้าไปอยู่อาศัยชีวิตก็มีวันแต่จะร่วงโรย ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น ข้อสำคัญที่พบเสมอก็คือ มีอาการป่วยโดยไม่รู้สาเหตุหรือถูกคุกคามทางด้านจิตใจเสมอคะพื้นที่ตรงทางสามแพร่ง
ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นทางสามแพร่ง หรือมีถนนพุ่งตรงมาและวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน พลังที่พุ่งเข้ามาอันเป็นพลังพิฆาต หรือพลังสังหาร จะเกิดเลือดตกยางออกได้โดยง่าย เช่น เกิดอุบัติเหตุรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง
ปลูกบ้านโดดเดี่ยวเดียวดาย
ไม่ควรปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีบ้านซ้ายขวาหน้าหลังอยู่เลย ทำให้ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีคนช่วยเหลือ เวลามีปัญหาต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตนเอง ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ถ้ามองในแง่ภูมิศาสตร์ เวลาเกิดลมพายุ ก็จะถูกกระแสลมพัดจนไม่อาจด้านทานได้คะพื้นที่มีประวัติ
พื้นที่เดิมที่เป็นที่เจ้าของหวง เช่น มรดกตกทอดที่เจ้าของดั้งเดิมยังคงยึดติดในความเป็นเจ้าของอยู่ และมาหลอกหลอนจนต้องขายต่อมาหลายเจ้าของ จึงควรสืบประวัติให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าไปเห็นแก่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพียงอย่างเดียวนะคะ
พื้นที่ที่เคยเป็น วัดร้าง เมรุเก่า สุสานเก่า โรงฆ่าสัตว์ ที่ที่เคยมีคนตายโหงมาก่อน หรือพื้นที่ที่เคยเป็นกองขยะทิ้งสิ่งปฏิกูลมาก่อน นอกจากความสกปรกของพื้นที่แล้ว วิญญาณที่ยังคงอาฆาตจองเวรโหยหาผู้มาช่วยชีวิต อาจหลงเหลือวนเวียนคอยหลอกหลอน หรือให้ร้ายให้โทษได้เช่นกัน เช่น เจ็บป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน หรือตายในลักษณะที่ไม่ใช่อย่างคนที่ตายปกติธรรมดาพื้นที่ที่เคยเป็นสวนเกษตร แต่ยังมิได้หักร้างเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ให้หมดไป เมื่อเราไปปลูกบ้านคร่อมทับก็เท่ากับว่า ทับซากของตอไม้ รากไม้ที่ผุพังเข้าไปด้วย ทั้งนี้รวมไปถึงก้อนหินน้อยใหญ่ที่ทับถมอยู่ในดินด้วย ก่อนปลูกสร้างก็ควรหักร้างถางพงให้หมดเสียก่อน จะได้ไม่เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยภายหลังนะคะ












