บ้านไทยในอดีต
บ้านไทยในอดีต ไม่ว่าจะภาคไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่เปิดช่องว่างเพื่อสอดรับกับสภาพภูมิอากาศแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น พื้น ผนัง หลังคา ที่ซ่อนอยู่ในงานสถาปัตยกรรม เช่น ช่องแมวลอด ฝาไหล บริเวณคอสอง นอกเหนือไปจากช่องประตู หน้าต่าง ล้วนต่างเปิดมุมมองให้เห็นบรรยากาศจากภายนอกในระดับต่างๆกัน ตั้งแต่พื้นดินจรดท้องฟ้า ขณะที่สภาพโดยรอบล้วนปกคลุมด้วยเรือกสวน ไร่นา ที่สร้างความสดชื่นแบบไทยๆ จนหลายๆโรงแรมต้องคัดสรรวิวต่างๆเหล่านี้มาเป็นจุดขายในการเพิ่มมูลค่าของห้องพัก ไม่เชื่อลองสังเกตโรงแรม รีสอร์ทต่างจังหวัดระดับห้าดาวหลายแห่งดูซิครับ บางโรงแรมถึงกับต้องสร้างผืนนาขึ้นมาใหม่แล้วให้ชาวนาแถวนั้นไปปลูกข้าว ดำนา ราวกับว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอยู่จริง โดยอันที่จริงแล้วเป็นความจริงเสมือนมากกว่า
เหลือบมองความเชื่อมโยงระหว่างภายนอก กับภายใน
บ้านแต่ละหลังในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ทำเลไหน ล้วนมีมุมมองทางทัศนียภาพที่แตกต่างกัน อาจมีเหมือนกันบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เนื่องจาก ทำเล ที่ตั้ง ตำแหน่ง ทิศทาง การหันหน้า หันหลัง โดยตามช่องโล่ง หน้าต่าง ประตู ที่เปิดไว้ให้ทางเดิน แสงแดดส่อง ลมพัดระบายอากาศ สำหรับให้บ้านหายใจนั้นจะมีเอกลักษณ์จุดเด่น จุดด้อยเป็นของตัวเองที่ไม่ซ้ำกัน เราเองเป็นเจ้าของ สามารถที่จะเลือกมอง หรือปกปิดทัศนอุจจาดได้ไม่มากก็น้อย แล้วค่อยๆแต่งเติม เน้นให้กลายเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ภายในบ้าน เชื่อมโยงจินตนาการในยามพักผ่อนอยู่อาศัยได้อย่างสบายๆ
กำหนดฟังก์ชั่นภายในให้สอดคล้องกับมุมมอง
หลังจากเล็ง หรือสังเกตความงามภายนอกพบหรือโดนใจบ้างแล้ว คราวนี้เป็นเรื่องของการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานแต่ละห้องให้สอดคล้องกัน เช่นห้องรับแขก ห้องนอน ห้องนั่งเล่น รับประทานอาหาร ห้องครัว ฯลฯ ทุกห้องเหล่านี้จะมีช่องหน้าต่าง และประตูเปิดออกภายนอกเสมอ ยกเว้นห้องเก็บของ หรือห้องน้ำที่ต้องการความมิดชิด (แต่ปัจจุบัน ห้องน้ำมักนิยมเปิดโล่งสู่ภายนอก ในส่วนแห้งเช่น อ่างล้างหน้า หรือโถปัสสาวะก็สามารถเก็บธรรมชาติจากช่องหน้าต่างที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ขณะที่ส่วนเปียก เช่นฝักบัวหรืออ่างอาบน้ำก็สามารถเปิดหลังคารับ แสงจากท้องฟ้า ฝน ท่ามกลางแสงจันทร์และดวงดาวในตอนกลางคืน เห็นไหมครับว่าโรแมนติกขนาดไหน แต่อย่าลืมว่าต้องมิดชิดจากสายตาจากโดยรอบแล้วกัน)
จัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว
ความลงตัวของเฟอร์นิเจอร์ในการใช้งาน นอกจากกลมกลืนสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สอยตามความต้องการและความจำเป็นของแต่ละครอบครัวแล้ว อย่าลืมควรรวมเอาวิวภายนอกที่มี มาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ โดยมีเรื่องราวที่สอดรับกัน เช่น ห้องอาหารที่อยู่ชั้นล่างอาจเป็นวิวของกำแพง ระแนงไม้เลื้อย และสวนผักผลไม้ ฯ รวมไปถึงการจัดวางตำแหน่งทิศทางของเฟอร์นิเจอร์ให้สอดรับกับวิวนั้นๆอย่างพอใจ อาจได้ไม่ครบทั้งหมด แต่เลือกเอาเฉพาะมุมเด่นๆที่ท่านต้องการเห็นบ่อยๆ หรืออาจเป็นมุมโปรดของคุณก็ได้ นอกจากห้องอาหารชั้นล่าง บางทีห้องนอนชั้นบนท่านสามารถเลือกมุมภายนอกเพื่อสร้างโลกส่วนตัว ในยามฟังเพลง พักผ่อน หรือนั่งเล่นมองลอดหน้าต่างรับความสลัวออกนอกระเบียงได้เช่นกัน
ใส่กรอบให้หน้าต่างและช่องแสง
นอกเหนือไปจากผ้าม่านหรือมูลี่ที่จะต้องติดตามปกติของทุกห้องอย่างเป็นวัฒนธรรมประเพณีแล้ว (ยกเว้นบางหลังที่อาจไม่ต้องติดทุกห้องเสมอไป) การเน้นเฟรมของกรอบหน้าต่างเช่นเดียวกับกรอบรูปจะช่วยทำให้ภาพนั้นงดงามยิ่งขึ้น ลองนึกถึงรูปภาพ รูปเขียน ก่อนใส่กรอบและหลังใส่กรอบแล้วซิครับ ว่าแตกต่างกันขนาดไหน คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใส่เฟรมแบบสมัยใหม่หรือคลาสสิก ที่สอดคล้องกับภาพและการตกแต่งภายในห้อง ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องให้เฟรมโดดเด่นเป็นปกติ เพื่อขับเน้นรูปภาพภายในให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี วัสดุหรือ ลวดลาย ก็ตาม การกำหนดช่องความงามว่าจะพอเหมาะพองามขนาดไหน ลองเจาะช่องสี่เหลี่ยมหรือวงกลมลงในกระดาษแผ่นใหญ่สัก A 4 ขึ้นไป แล้วมองลอดช่อง เลื่อนเข้าเลื่อนออก กะระยะให้พองาม แล้วกำหนดกรอบใส่เฟรมตามที่ต้องการ *ในที่นี้ไม่ควรตกแต่งม่านให้โดดเด่นสวยงามจนข่มวิวก็แล้วกันครับ
อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าบ้านท่านจะเป็นบ้านเก่าหรือว่ากำลังจะตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ ลองมองไปรอบๆนอกช่องแสง หน้าต่างว่า บ้านท่านมีมุมมองทิวทัศน์ที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง แล้วลองดึงเข้ามาเป็นภาพศิลปะสำหรับตกแต่งบ้านและให้เป็นส่วนหนึ่งของแต่ละห้อง โดยสามารถสร้างความอบอุ่นสบายใจที่หาได้ฟรีๆ แทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายนัก เพียงแค่รู้จักใช้สายตาควานหา ท้ายสุดขึ้นกับท่านว่าจะมองเห็นคุณค่าความงามศิลปะที่ปรากฏอยู่รอบๆข้าง รอบตัวและรอบรั้วได้มากน้อยแค่ไหน ของอย่างนี้ต้องใช้ใจดู แล้วจินตนาการ เช่นเดียวกับมองงานศิลปะครับ













