ประตูในบ้าน หมายถึง ประตูที่อยู่ภายในตัวอาคารบ้านเรือน ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นแบ่งพื้นที่และการใช้งานออกจากกันให้เป็นสัดส่วน ดูเผินๆแล้วอาจจะทำหน้าที่เหมือนผนัง แต่การใช้งานของประตูและผนังมีความต่างกันก็ตรงที่เรายังสามารถเดินผ่านประตูไปได้เพียงแค่เปิดประตูนั้นออก ประตู จึงเป็นผนังที่เปิดได้นั่นเอง ไม่เหมือนกับการกั้นผนังที่ทำให้เราไม่สามารถเดินผ่านไปได้เลย
โดยปกติแล้วช่องเจาะที่ผนังจะเรียกได้สองอย่างครับ หนึ่ง ก็คือประตู สอง ก็คือหน้าต่าง ทั้งสองอย่างนี้เหมือนกันตรงที่เป็นช่องเจาะที่ผนังเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่จุดประสงค์ของการใช้งานเป็นหลักครับ หน้าที่โดยตรงของประตูที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ใช้เพื่อเป็นทางผ่านเข้าออกของห้องหนึ่งกับอีกห้องหนึ่งในบ้าน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นสัดส่วนในการใช้งานดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น และยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยได้ด้วย แต่สำหรับหน้าต่างแล้ว จุดประสงค์หลักจึงไม่ใช่การใช้เป็นทางผ่านเข้าออกของคนหรือใช้ในการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน แต่จะใช้เป็นทางผ่านเข้าออกของอากาศและ/หรือแสงสว่างเสียมากกว่า
ถ้าจะแบ่งประตูให้ออกเป็นหมวดหมู่แล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็นสองอย่างตามจุดประสงค์ของการใช้งานและลักษณะวิธีการใช้งานครับ ประตูที่แบ่งตามจุดประสงค์ของการใช้งาน พอที่จะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
ประเภทที่หนึ่ง ประตูโปร่ง
ประเภทที่สอง ประตูกึ่งทึบกึ่งโปร่ง
ประตูประเภทนี้ใช้สำหรับพื้นที่ที่ต้องการให้แสงสว่าง อากาศ หรือสายตาผ่านไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว ประตูในลักษณะนี้ ได้แก่ ประตูที่กรุกระจกฝ้าเพื่อให้แสงสว่างผ่านไปได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับผ่านไปได้ทั้งหมด หรือมองเห็นได้บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจน ประตูที่ทำเป็นบานเกล็ดทั้งบาน (เพื่อการระบายอากาศ) ก็จัดเข้าประเภทนี้ได้เหมือนกัน เพราะยอมให้อากาศผ่าน แต่ไม่ยอมให้สายตามองผ่าน นอกจากนี้แล้วประตูที่ครึ่งหนึ่งทำเป็นบานทึบ อีกครึ่งหนึ่งทำเป็นบานเกล็ดหรือกระจกใส ยอมให้อากาศ แสง หรือสายตาผ่านได้บ้าง ก็จัดเข้าประเภทนี้เช่นกัน
ประตูแบบนี้จะใช้ปิดกั้นระหว่างพื้นที่ที่ยังต้ งการความเชื่อมต่อกัน และเป็นพื้นที่ที่ต้องารความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เช่น ประตูกั้นระหว่างห้องครัวกับห้องรับประทานอาหาร ที่ควรจะปิดทึบเพื่อป้องกันกลิ่นและควันออกมาจากครัว แต่ก็ควรจะกรุกระจกใส ในบางส่วน เพื่อให้สามารถมองเห็นคนที่จะยกของออกมาเสิร์ฟ เป็นการป้องกันอันตรายจากการเปิดประตูชนกัน เป็นต้น
ประเภทที่สาม ประตูทึบ
เป็นประตูที่ไม่ยอมให้แสงสว่าง อากาศ และสายตามองผ่านไปได้เลย ประตูแบบนี้เหมาะที่จะทำการปิดกั้นในส่วนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือต้องการปิดบังจริงๆ เช่น ประตูห้องน้ำหรือประตูห้องเก็บของ วัสดุที่เป็นส่วนประกอบของบานประตูจะต้องเป็นวัสดุปิดทึบ ไม่ว่าจะเป็นไม้ โลหะ กระจกเงา หรือกระจกทึบแสง ตามแต่จะเลือกใช้
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ประตูทั้งสามประเภทก็คงจะกำหนดแน่นอนไม่ได้ว่าตรงไหนควรใช้ประตูแบบใด ทั้งนี้เพราะเป็นความต้องการส่วนตัวของเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบเองเสียมากกว่า ว่าพื้นที่ที่จะกั้นแบ่งด้วยประตูนั้นต้องการความเป็นส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน หรือจะยอมให้แสงและอากาศผ่านได้มากน้อยเพียงใด ที่กล่าวถึงในข้างต้นนั้นจึงเป็นการยกตัวอย่างมาให้เห็นภาพประกอบความเข้าใจเท่านั้น
การแบ่งหมวดหมู่อีกลักษณะหนึ่งคือ การแบ่งประตูออกตามลักษณะวิธีการใช้งาน ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
1. ประตูบานเปิดเป็นประตูที่ติดตั้งบานพับไว้ในด้านใดด้านหนึ่งของประตู ใช้งานด้วยการดึงเข้าหรือผลักบานประตูออกไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ประตูชนิดนี้เป็นประตูที่ใช้อยู่ทั่วไปตามบ้านพักอาศัยและสถานที่อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วประตูสำเร็จรูปที่มีขายอยู่ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างก็เป็นประตูชนิดนี้ เพราะเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป ขนาดของประตูมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับประโยชน์ของการใช้สอย แต่ประตูทั่วไปมักมีขนาดสูงประมาณ 2 เมตร กว้างระหว่าง 60 - 120เซนติเมตร (สำหรับประตูบานเดี่ยว) และขนาดกว้าง 1 ? 2 เมตร (สำหรับประตูบานคู่)
ประตูสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่จะมีขนาดมาตรฐานให้เลือกตามการใช้งาน เช่น 0.70 หรือ 0.80 x 1.80 เมตร และ 0.70 หรือ 0.80 x 2 เมตร เป็นต้น แต่เราก็สามารถจะสั่งทำได้ ถ้าต้องการรูปแบบสลวดลาย หรือขนาดที่แตกต่างกันออกไป
ประตูชนิดนี้มีทั้งที่เป็นตัวบานประตูเดี่ยวและประตูบานคู่ การเปิดปิดใช้งานก็ทำได้ง่ายและสะดวก แต่ต้องมีพื้นที่เพียงพอต่อรัศมีของการเปิดปิดประตูไว้ด้วย ในกรณีที่ต้องการเปิดบาน
ประตูทิ้งไว้นานๆ ก็ควรจะติดตั้งขอสับช่วยยึดไว้ด้วย เพื่อป้องกันอันตรายจากลมที่พัดให้ประตูปิดเอง ซึ่งทำให้ผู้โชคร้ายที่เดินผ่านประตูในขณะนั้นเกิดอาการบาดเจ็บข ้นได้
2. ประตูบานเลื่อน เป็นประตูที่มีการใช้งานด้วยวิธีการเลื่อนประตูไปมา ที่ไม่ใช่การดึงเข้าหรือผลักออก ซึ่งก็มีทั้งการเลื่อนจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย ตามแต่เนื้อที่จะอำนวย ประตูที่เลื่อนขึ้นลงในแนวตั้งก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ซึ่งโดยมากแล้วจะไม่ใช้เป็นประตูภายในของบ้านพักอาศัย แต่จะใช้เป็นประตูภายนอกของร้านค้า โรงงาน หรือไม่ก็ทำเป็นประตูโรงรถนอกตัวบ้านเสียมากกว่าที่จะนำมาติดตั้งไว้ในบ้าน
เหตุผลหลักของการเลือกใช้ประตูชนิดนี้อยู่ตรงที่ความต้องการจะประหยัดเนื้อที่ที่เกิดจากระยะรัศมีเปิดปิดของประตู หรือใช้ในกรณีที่มีพื้นที่ไม่เพียงพอต่อการติดตั้งประตูแบบบานเปิดปิดนั่นเอง นอกเหนือจากนี้ก็คงเป็นเหตุผลในเรื่องความชอบหรือความต้องการส่วนตัวของเจ้าของบ้านว่าชอบหรืออยากได้ประตูแบบไหนมากกว่ากัน แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ด้วยนะครับ
3. ประตูบานเฟี้ยม หรือบานพับ มีลักษณะเป็นบานประตูขนาดเล็ก ใส่บานพับต่อกันหลายๆบาน วิธีใช้งานก็คือ การพับปิดทับกันไปมา แล้วไปรวมไว้ทางด้านหนึ่ง (ถ้าเป็นตัวบานเดี่ยว) หรือทั้งสองด้าน (ถ้าเป็นตัวบานคู่) ทำให้กินพื้นที่ในการใช้งานน้อย และถือว่าเป็นประตูที่สามารถเปิดได้กว้างขวางกว่าประตูชนิดอื่นๆ เหมาะกับส่วนที่ต้องการใช้พื้นที่ต่อเนื่องกัน แต่ก็ต้องการความเป็นสัดส่วนในบางโอกาส หรือเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ต้องการ บ่งสัดส่วนโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถเปิดกว้างให้เป็นห้องเดียวกันได้ เช่น ห้องนอนกับพื้นที่นั่งเล่น หรือห้องอาหารกับห้องรับแขก เป็นต้น
การติดตั้งประตูบานเฟี้ยม ควรติดตั้งรางไว้ทางด้านบน โดยยึดติดกับตัวคานหรือพื้นชั้นบนไว้ให้แน่นหนา แล้วนำตัวบานประตูเฟี้ยมมาแขวนไว้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และยังเป็นการบังคับบานประตูให้อยู่ในแนวที่ต้องการด้วย ในบางแห่งจะติดตั้งรางยึดไว้ทั้งด้านบนและที่พื้นด้านล่างเพื่อความคงทนแข็งแรง แต่ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอาจจะเข้าไปสะสมอยู่ที่ตัวรางที่พื้นได้ ซึ่งก็จะทำความสะอาดลำบากขึ้นบ้าง ตัวบานประตูควรมีขนาดที่ไม่ใหญ่นัก หรือมีน้ำหนักมากจนเกินไป วัสดุที่เป็นอุปกรณ์ของตัวรางควรมีคุณภาพดี เพื่อความคงทนในการใช้งาน
4. ประตูบานสะวิง ก็เหมือนกับประตูบานเปิดปิดทั่วๆ ไป แต่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า โช้คอัพหรือบานพับสปริงเข้าไปด้วย เพื่อให้ประตูสามารถปิดได้เองทันทีที่ปล่อยมือจากการดึงหรือผลักบานประตู แตกต่างกับบานประตูธรรมดาตรงที่ประตูบานสะวิงสามารถปิดเองได้ด้วยอุปกรณ์ แต่ประตูบานเปิดธรรมดาก็ปิดเองได้เหมือนกันด้วยอาศัยแรงลม หรือไม่คนก็ต้องปิดเอง













